คัดลอก URL แล้ว
5 ข้อเข้าใจโรค ฝีดาษลิง มีไข้ ปวดเมื่อย มีตุ่มผื่นขึ้นหน้า

5 ข้อเข้าใจโรค ฝีดาษลิง มีไข้ ปวดเมื่อย มีตุ่มผื่นขึ้นหน้า

โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) โรคที่ไม่ค่อยรู้จักกันมากนัก พบการแพร่ระบาดในประเทศทางยุโรปเกินกว่า 100 ราย ผู้ป่วยรายแรกที่พบในการระบาดครั้งนี้เป็นผู้ป่วยจากสหราชอาณาจักรที่มีประวัติเดินทางไปยังประเทศไนจีเรียช่วงปลายเดือนเมษายน ล่าสุด! องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกเตือนการระบาดเชื้อฝีดาษลิงในหลายประเทศแล้ว ยืนยันมีรายงานพบผู้ป่วยเพิ่มเป็น 15 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ อิสราเอล สวิสเซอร์แลนด์ ออสเตรีย ออสเตรเลีย เบลเยียม แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน สวีเดน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ในไทยเองยังไม่พบผู้ติดเชื้อ แต่เพื่อเป็นการป้องกันขอ สรุปข้อมูล โรคฝีดาษลิง คืออะไร ติดกันได้อย่างไร อันตรายแค่ไหน แล้วจะรักษาได้อย่างไร มาให้ได้รู้กันไว้ก่อน

ภาพจาก : Dr Graham Beards

1. โรคฝีดาษลิง เกิดจากอะไร?

โรคฝีดาษลิง เกิดจาก ไวรัสฝีดาษลิง ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกันกับ เชื้อไวรัสโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า ส่วนใหญ่จะพบเชื้อนี้ในพื้นที่ห่างไกล ประเทศทางตอนกลางและตะวันตกของทวีปแอฟริกา ใกล้บริเวณป่าดิบชื้น พบได้ในสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลลิง และสัตว์ฟันแทะหลายชนิด เช่น หนู กระรอก กระต่าย เป็นต้น สัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงรวมถึงคนก็อาจติดเชื้อได้

ภาพจาก : REUTERS

2.อาการ โรคฝีดาษลิงติดเชื้อแล้วส่วนใหญ่หายได้เอง

3.การติดเชื้อ การสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง

ข้อมูลจาก bbc เผยว่า ผู้เชี่ยวชาญระบุ โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) มีความเสี่ยงในการติดเชื้อต่ำ โดยไวรัสชนิดนี้จะแพร่เชื้อโดยเข้าสู่ร่างกายผ่านทางรอยแตกบนผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ หรือ ผ่านทางตา จมูก หรือปาก

ทั้งนี้ คนสามารถติดโรคฝีดาษลิงนี้ได้จากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ จากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัด การกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก สัมผัสกับวัตถุที่ปนเปื้อนไวรัสชนิดนี้ อย่างผ้าปูที่นอนและเสื้อผ้า เป็นต้น โอกาสจากการแพร่เชื้อจากคนสู่คนมีโอกาสเกิดขึ้นจากการสัมผัสใกล้ชิดแต่ก็น้อยมากที่จะแพร่จากคนสู่คนได้

ภาพจาก : REUTERS

4.กลุ่มเด็กเล็ก เสี่ยงที่สุด

ถึงแม้ว่า ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส โรคฝีดาษลิง ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง อาจคล้ายอาการโรคอีสุกอีใส (chickenpox) และสามารถหายได้เองใน 2-4 สัปดาห์ แต่เคยมีรายงานว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตมาแล้วหลายคนในแอฟริกาตะวันตกซึ่งอัตราการตายสูงสุดอยู่ในกลุ่มเด็กเล็กซึ่งอาจสูงถึงร้อยละ 10

5.มีวัคซีนป้องกัน แต่ยังไม่มีวิธีรักษา

ไม่มีวัคซีนเฉพาะสำหรับป้องกันโรคฝีดาษลิง แต่วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษในคน สามารถใช้ป้องกันได้ และในปัจจุบันนี้ยังไม่มีวิธีการรักษาโรคฝีดาษลิง แต่ควบคุมการระบาดในคนด้วยการป้องกันการติดเชื้อโดยการฉีดวัคซีน ป้องกันไข้ทรพิษ (หรือที่เรียกกันว่าการปลูกฝี) จะสามารถป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ประมาณร้อยละ 85 หรืออาจทำให้มีความรุนแรงของโรคลดลง ทั้งนี้เด็กที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2523 ซึ่งไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนไข้ทรพิษมาก่อน จะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรคฝีดาษลิงมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ

สถานการณ์ในไทย ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยแต่ควรระวัง

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แม้ไทยยังไม่มีรายงานผู้ป่วยโรคฝีดาษลิง แต่เป็นช่วงที่เริ่มเปิดให้มีการเดินทางเข้าประเทศได้มากขึ้น และเป็นช่วงเตรียมการเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นของโรคโควิด 19 ดังนั้น อาจมีความเสี่ยงจากผู้เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาด หรือผู้ที่เดินทางมาจากประเทศในทวีปแอฟริกากลาง และแอฟริกาตะวันตกได้ ทั้งในช่องทางการเข้า-ออกระหว่างประเทศ หรือผู้ที่เดินทางจากประเทศดังกล่าวไปในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ

ข้อมูลกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กรมควบคุมโรค ระบุว่า ระหว่าง 1-22 พ.ค. มีจำนวนผู้เดินทางที่ลงทะเบียนจาก 3 ประเทศเสี่ยงสูงดังนี้ 13,142 คน จากสหราชอาณาจักร 1,352 คน จากสเปน และ 268 คน จากโปรตุเกส

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ประกาศคำเตือนสำหรับผู้เดินทางไปประเทศเสี่ยง

ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด หากต้องเดินทางไปยังประเทศที่พบผู้ป่วยฝีดาษลิง ควรระมัดระวัง ดังนี้

การแพร่เชื้อจากคนสู่คน แม้มีโอกาสน้อย แต่อาจเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยผ่านทางสารคัดหลั่ง จากทางเดินหายใจ หรือผิวหนังที่เป็นตุ่ม

อ้างอิงข้อมูลจาก


WRITER