
เหตุปะทะช่องบก 28 พ.ค. 2568 ตอกย้ำปมเรื้อรังชายแดนไทย-กัมพูชา จุดขัดแย้งจากอดีตสู่ปัจจุบัน ที่ยังไร้ข้อยุติทางอธิปไตย
จุดไฟความขัดแย้งซ้ำซ้อนในพื้นที่พิพาท
เช้าวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เสียงปืนดังขึ้นที่ “ช่องบก” พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี สร้างความตึงเครียดอีกครั้งหลังทหารไทยตรวจพบกำลังทหารกัมพูชากำลังขุดคูในเขตพื้นที่ทับซ้อน
ฝ่ายไทยชี้ว่าเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU 2543) ซึ่งห้ามทั้งสองฝ่ายดำเนินกิจกรรมใด ๆ ในรัศมี 5 กิโลเมตรจากเขตพิพาท หน่วยเฉพาะกิจชายแดนได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าเจรจาแต่เกิดความเข้าใจผิด นำไปสู่การยิงปะทะต่อเนื่องราว 10 นาที ก่อนที่ผู้บัญชาการระดับสูงของทั้งสองประเทศจะติดต่อกันทางโทรศัพท์และสั่งหยุดยิงทันที ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากฝั่งไทย ขณะที่ฝั่งกัมพูชามีรายงานว่าทหารเสียชีวิต 1 นาย
ประวัติศาสตร์บาดลึกบนแนวชายแดน
“ช่องบก” อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี คือพื้นที่ที่ไม่ได้เป็นเพียงจุดผ่านแดนธรรมดา หากแต่เป็นสมรภูมิสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็นระหว่างปี 2528–2530 ซึ่งเป็นช่วงที่กองทัพเวียดนามเข้าแทรกแซงในกัมพูชาและใช้พื้นที่ใกล้ช่องบกเป็นฐานปฏิบัติการในการผลักดันอิทธิพลคอมมิวนิสต์เข้ามาทางตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ทหารไทยในพื้นที่ชายแดนจึงต้องเข้าประจัญบานเพื่อป้องกันไม่ให้มีการรุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทย ปฏิบัติการดังกล่าวกินเวลาหลายปีและต้องสูญเสียกำลังพลมากกว่า 100 นายในพื้นที่แถบนี้
ความรุนแรงในอดีตเหล่านั้นไม่ได้จางหาย แต่ยังคงฝังรากลึกในความทรงจำของชาวบ้านและกำลังพลที่ประจำการในพื้นที่ “ช่องบก” กลายเป็นพื้นที่ต้องห้ามทางประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความสูญเสีย กระทั่งปัจจุบัน แม้เสียงปืนจะเงียบลง แต่สถานะของพื้นที่ยังคงคลุมเครือ เนื่องจากการปักปันเขตแดนบริเวณนี้ระหว่างไทยกับกัมพูชายังไม่แล้วเสร็จอย่างเป็นทางการ ช่องบกจึงตกอยู่ในสถานะ “พื้นที่ทับซ้อน” ที่ทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิ์ครอบครองอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างหลักฐานแผนที่คนละฉบับและมุมมองประวัติศาสตร์ที่ต่างกัน ส่งผลให้พื้นที่นี้กลายเป็นจุดเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจปะทุได้ทุกเมื่อ หากไม่มีความร่วมมือและการเจรจาอย่างต่อเนื่องในระดับนโยบาย.
เสียงจากชุมชนชายแดนและความวิตกในอนาคต
เหตุปะทะที่เกิดขึ้นส่งผลสะเทือนต่อจิตใจของชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่บ้านชายแดนที่อยู่ห่างจากจุดปะทะไม่กี่กิโลเมตร
ชาวบ้านให้ข้อมูลว่า ไม่เคยเห็นเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ในรอบกว่า 20 ปี หลายครอบครัวเริ่มเก็บของเผื่ออพยพชั่วคราว ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเสริมกำลังเฝ้าระวังสถานการณ์เพื่อป้องกันเหตุลุกลาม
ความพยายามยุติข้อพิพาทผ่านการเจรจา
หลังเหตุปะทะ รัฐบาลไทยและกัมพูชาเร่งเปิดการเจรจาในระดับผู้บัญชาการทหารบก มีการเสนอให้ทั้งสองฝ่ายถอนกำลังออกจากจุดขัดแย้งในรัศมี 200 เมตรเพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพูดคุย แต่ฝ่ายกัมพูชายืนยันไม่ถอย โดยอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของตนมาก่อนการลงนาม MOU ปี 2543 และจะยังตรึงกำลังในพื้นที่แบบไร้อาวุธ
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้กลับไปใช้กลไกคณะกรรมาธิการร่วมปักปันเขตแดน (JBC) ซึ่งเคยดำเนินการแต่หยุดชะงักมาตั้งแต่ปี 2551
กลไกทวิภาคี: ความหวังที่ยังริบหรี่
แม้ความสัมพันธ์ระดับผู้นำของทั้งสองประเทศจะอยู่ในช่วงที่เรียกได้ว่า “ดี” โดยมีการสื่อสารในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แต่ความพยายามแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบยังคงสะดุด การปะทะในปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างของข้อตกลง MOU 2543 ที่ยังไม่สามารถกำหนด “เส้นแบ่ง” ที่ชัดเจน และกลไกการป้องกันความขัดแย้งยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ เมื่อผนวกกับบริบททางการเมืองภายในของทั้งสองประเทศ การยอมถอยในเชิงสัญลักษณ์จึงกลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่อาจถูกมองว่าเสียเปรียบหรือยอมจำนน
ช่องบก: พื้นที่เปราะบางที่ต้องจับตา
เหตุการณ์ในครั้งนี้ตอกย้ำว่าช่องบกยังเป็น “จุดเสี่ยง” ในความมั่นคงระดับภูมิภาค ตราบใดที่การปักปันเขตแดนยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ตราบนั้นช่องบกจะยังคงเป็นสมรภูมิที่พร้อมลุกเป็นไฟได้ทุกเมื่อ
บทเรียนจากอดีตบอกเราว่า ความขัดแย้งชายแดนไม่มีทางออกด้วยอาวุธ มีแต่ต้องใช้เวลา ความไว้วางใจ และกลไกทางการทูตอย่างต่อเนื่องเท่านั้น จึงจะคลี่คลายเงื่อนปมประวัติศาสตร์ที่ฝังลึกในพื้นที่นี้ได้