เคยสงสัยไหมว่า ทำไมไม่ว่าจะย้ายงานไปกี่ที่ เปลี่ยนทีมไปกี่ครั้ง โลกก็มักจะส่ง “คนรับมือยาก” อย่างน้อย 1 คนเข้ามาในชีวิตเสมอ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าที่จู้จี้เกินเหตุ เพื่อนร่วมงานที่ชอบโยนความผิด หรือลูกค้าที่เอาแต่ใจ จนบางครั้งแอบคิดในใจว่า “เป็นเพราะดวงไม่ดี หรือเพราะเราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า”
ในทางจิตวิทยา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา และไม่ใช่ความผิดของใคร แต่มีเหตุผลรองรับที่น่าสนใจ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจความจริงข้อนี้ พร้อมวิธีทวงคืนความสงบสุขในใจกลับมา
ทำไมต้องเจอ “คนรับมือยาก” อยู่เสมอ?
ในทางจิตวิทยาสังคมและพฤติกรรมองค์กร มีแนวคิดที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้ได้อย่างน่าสนใจผ่าน 2 มุมมองหลัก:
ทฤษฎีความหลากหลายของบุคลิกภาพ (The Big Five Personality Traits): มนุษย์ถูกขับเคลื่อนด้วยบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน 5 ด้าน (ความเปิดรับสิ่งใหม่, ความรับผิดชอบ, ความเป็นมิตร, การเก็บตัว/แสดงออก, และความมั่นคงทางอารมณ์) ในสังคมการทำงานที่รวมคนจากหลากหลายที่มา จึงเป็นเรื่องทางสถิติร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะต้องเจอคนที่มีเคมีหรือระบบคุณค่า (Value) ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง คนที่ “รับมือยาก” จึงอาจเป็นแค่คนที่มีสไตล์การทำงานตรงข้ามกันเท่านั้น
กฎ 20-60-20 ของการสร้างสัมพันธ์: ทฤษฎีนี้ระบุว่า ในกลุ่มคน 100 คน จะมีคน 20% ที่ชอบเราโดยไม่มีเงื่อนไข มี 60% ที่เป็นกลาง และมีอีก 20% ที่ต่อให้พยายามทำดีเท่าไร เขาก็จะไม่ชอบอยู่ดี ดังนั้น การเจอคนรับมือยากจึงเป็น “ค่าเฉลี่ยปกติ” ของชีวิตมนุษย์
บทวิเคราะห์จาก Harvard Business Review (HBR) ในบทความเรื่อง How to Manage Toxic People ระบุว่า ในองค์กรส่วนใหญ่มักจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่สร้างบรรยากาศเชิงลบ (Toxic/Difficult People) ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของคนรอบข้าง แต่สิ่งสำคัญที่ผลวิจัยเน้นย้ำคือ “เราไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของคนอื่นได้ สิ่งเดียวที่ควบคุมได้คือปฏิกิริยาตอบสนองของตัวเราเอง”
3 วิธีรับมือฉบับจิตวิทยา: เปลี่ยน “โจทย์ยาก” ให้เป็นแค่ “ทางผ่าน”
เมื่อรู้แล้วว่าไม่มีทางหนีคนประเภทนี้พ้น สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การวิ่งหนี แต่คือการฝึก ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (Emotional Agility) ด้วยเทคนิคเหล่านี้
1. อย่าเอาพฤติกรรมของเขามาเป็น “เรื่องส่วนตัว” (Don’t Take It Personally)
เวลาที่ใครแสดงอารมณ์รุนแรงใส่ หรือพูดจาไม่ดีซ้ำๆ จำไว้ว่านั่นคือ “ภาพสะท้อนปัญหาภายในใจของเขา ไม่ใช่ความบกพร่องของเรา” ดร.มาร์แชล โรสเบิร์ก ผู้คิดค้นหลักการสื่อสารอย่างสันติ (Nonviolent Communication) อธิบายว่า คำพูดที่ร้ายกาจแท้จริงแล้วคือเสียงร้องขอความช่วยเหลือหรือความคับข้องใจที่จัดการไม่ได้ของคนๆ นั้น เมื่อเข้าใจว่า “มันเป็นปัญหาของเขา” ใจจะไม่หล่นไปอยู่ตาตุ่มอีกต่อไป
2. บริหารระยะห่างทางจิตวิทยา (Psychological Boundary)
หากต้องทำงานร่วมกัน ให้พูดคุยเฉพาะเรื่อง “เนื้องาน” (Fact) และตัดอารมณ์ (Emotion) ออกไปให้หมด มองให้เป็นเพียงกระบวนการหนึ่งที่ต้องจัดการ เมื่อหมดเวลางาน ให้ปิดสวิตช์ทันที ไม่ปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นมาขโมยเวลาพักผ่อนอันมีค่าไป
3. เลิกพยายามแก้ไขความสัมพันธ์ที่แก้ไม่ได้
คนทำงานหลายคนเป็น People Pleaser ที่พยายามทำดีเพื่อเปลี่ยนใจคนทุกคน แต่จิตวิทยาแห่งการปล่อยวางบอกว่า “พลังงานชีวิตมีจำกัด” การเอาสมองไปโฟกัสแต่คนที่ไม่ชอบเรา เท่ากับกำลังทิ้งคนดีๆ ที่อยู่รอบตัวไป ควรเอาเวลาและพลังใจไปบริหารความสัมพันธ์กับคนที่เห็นคุณค่าจะดีที่สุด
โลกไม่ได้ใจร้าย แค่ส่งบทเรียนมาให้เติบโต
การเจอคนรับมือยากในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องสนุก แต่หากมองผ่านเลนส์ของจิตวิทยา จะพบว่าคนเหล่านี้คือ “อาจารย์” ที่เข้ามาฝึกให้เรามีเกราะป้องกันใจที่แข็งแกร่งขึ้น
ไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนกับทุกคนในออฟฟิศ และไม่จำเป็นต้องชนะใจคนทุกคน แค่ทำงานในส่วนที่รับผิดชอบให้ดีที่สุด เซฟใจตัวเองให้ปลอดภัย แล้วปล่อยให้คนยากๆ เหล่านั้นเป็นแค่ฉากประกอบฉากหนึ่งในเส้นทางอาชีพก็พอ