เครือข่ายภาคประชาชน–สื่อมวลชนชี้ พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ฉบับใหม่ทำสังคมสับสนหลายประเด็น เร่งรัฐออกกฎหมายลำดับรอง พร้อมห่วงบทบาทผู้แทนธุรกิจอาจกระทบประสิทธิภาพคุมแอลกอฮอล์
ภาคประชาชน–สื่อมวลชนห่วง พ.ร.บ.เหล้าใหม่สร้างความสับสน จี้เร่งทำกฎหมายลูกให้ชัดเจน
การประชุมโฟกัสกรุ๊ปที่จัดโดยมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะและเครือข่ายสื่อมวลชนขับเคลื่อนสุขภาวะ เพื่อถอดประเด็นจาก พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ สะท้อนว่าแม้กฎหมายจะประกาศใช้แล้ว แต่ประชาชนยังไม่ทราบว่าบทบัญญัติใดมีผลทันที บทใดต้องรอกฎหมายลำดับรอง ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดการฝ่าฝืนโดยไม่ตั้งใจ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าแอลกอฮอล์แม้มีบทบาททางเศรษฐกิจ แต่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้มาตรการคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ
ผู้แทนองค์กรด้านควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระบุว่า กฎหมายใหม่มีการผ่อนคลายหลายส่วน เช่น การเปิดให้ผู้แทนธุรกิจแอลกอฮอล์เข้ามานั่งเป็นกรรมการระดับชาติ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีภาคธุรกิจในโครงสร้างการตัดสินใจ และก่อความกังวลเรื่องการแทรกแซงนโยบายในอนาคต หลายมาตราต้องตีความใหม่ เช่น นิยาม “จัดเลี้ยงตามประเพณี” ระยะห่างร้านค้าใกล้สถานศึกษา เกณฑ์การโหวตของกรรมการที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนผลจากการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อาจเพิ่มขึ้นตามทิศทางการค้า FTA ทำให้ความเสี่ยงทางสุขภาพของประชาชนสูงขึ้นอีก
ขณะที่ผู้แทนภาคประชาชนและทนายความระบุว่าหลายมาตราของกฎหมายใหม่ยังต้องรอกฎหมายลูกภายใน 1 ปี เช่น มาตรการโฆษณา นิยามคนเมา การขายผ่านตู้อัตโนมัติ และระบบการพิสูจน์ตัวตนของผู้ซื้อ ระหว่างนี้รัฐกำหนดให้ใช้กฎหมายปี 2551 บังคับไปก่อน พร้อมดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาส เช่น การขายผ่านตู้อัตโนมัติที่ไม่มีเกณฑ์ควบคุม นอกจากนี้ยังตั้งคำถามต่อมติยกเลิกเวลาห้ามขายช่วง 14.00–17.00 น. ของคณะกรรมการชุดเดิมที่ยังไม่สมบูรณ์ นักวิชาการเสนอว่าควรประเมินผลในช่วงทดลอง 180 วัน โดยให้คณะกรรมการทั้งระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานครรับผิดชอบ
ด้านตัวแทนสื่อมวลชนเสนอให้จัดตั้งกลไกกำกับติดตามคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ป้องกันการออกประกาศที่อาจเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจ โดยควรมีภาคประชาสังคม นักวิชาการ และสื่อเข้ามามีบทบาทในช่วงที่รอกระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ พร้อมตั้งคำถามบทบาทของนายก อบจ. ในการดูแลประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจ ทั้งยังคาดหวังว่าตัวแทนเยาวชนซึ่งมีโอกาสร่วมเป็นกรรมการครั้งแรก จะมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายที่เข้มแข็งและยั่งยืนกว่าเดิม