คัดลอก URL แล้ว
พลเมืองของโลกกับ อาชีพนวดไทย มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

พลเมืองของโลกกับ อาชีพนวดไทย มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

วันนี้ MONO 29 ขอพาไปรู้จัก คุณสุวรรณา เอลลิสาจ พี่เล็กแต่หัวใจใหญ่ สาวไทยเชื้อสายจีนจากอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยวุฒิการศึกษาระดับชั้นประถม 4 นักเรียนรู้ สู้งาน จนปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจร้านนวดไทยเจ้าแรกแรกในเมืองฮัมบวร์ค ประเทศเยอรมนี

แน่นอนว่าภาพจำของอาชีพนวดไทยไม่ใช่อาชีพที่สวยหรูสำหรับชาวไทย แต่สำหรับชาวต่างชาตินั้น “นวดแผนไทย” ถือเป็นเอกลักษณ์ที่ขึ้นชื่อพอพอกับที่นึกถึงอาหารไทยเลยทีเดียว เรื่องราวของเธอที่จะเล่าต่อจากนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เราคงพอจะได้ยิน ได้อ่านเกี่ยวกับโฆษณาชวนเชื่อโปรยฝัน ชวนไปขุดทองในต่างแดนผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง

พี่เล็กก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เคยถูกคนไว้ใจหลอกว่าจะช่วยหางานนวดให้ที่เยอรมัน จนเธอหมดเงินเก็บทั้งชีวิตเกินครึ่งแสน เป็นค่าประสบการณ์อันแสนแพง ค่าความหวังที่จะโยกย้ายจากชีวิตที่จำเจ เช้าชามเย็นชาม รายรับสวนทางรายจ่าย แต่เธอก็ยังคงสู้ต่อจนถึงหลักชัย

โอกาสมีไว้พุ่งชน

“พี่เริ่มทำงานตั้งแต่ตัวเล็กๆ เป็นคนที่หนักเอาเบาสู้มาตลอด งานแรกตอน ป.4 คือทำนา ช่วยเกี่ยวข้าว ได้ค่าจ้างวันละ 20 บาท ย้อนไปสมัยนั้นถือว่ามากอยู่นะ กลัวหนอนบุ้ง ก็กลัว อยากได้เงินก็อยาก” เธอเล่าไปยิ้มไป

พอเริ่มเข้าวัยรุ่นก็ตามพี่สาวมาอยู่ที่กรุงเทพ
ตอนอายุ 15 ปี เริ่มงานทำความสะอาดในร้านทำผม แล้วค่อยๆเลื่อนมาฝึกล้างเท้า ทำเล็บสระผม จนทำได้คล่อง ขยันอดทนฝึกมือมาเรื่อยๆ

เริ่มย้ายมาหางานที่ร้านทำผมย่านสุขุมวิท เก็บหอมรอมริบ จากน้ำพักน้ำแรงส่งตัวเองและตั้งใจเรียนจนจบจากสถาบันเกศเกล้า ภายในระยะเวลา 2 ปี

“จุดหักเหคือตอนเลิกสามี พอมีลูกด้วยกันหนึ่งคน เจอแต่ปัญหาเดิมที่เขาไม่แก้ไข ก็ตัดสินใจแยกทางกันตั้งแต่ลูกชายยังแบเบาะ พี่ต้องเลี้ยงลูกเองด้วย เลยพยายามทำทุกอย่างที่ได้เงิน ทำเสริมสวยด้วย ขายของตลาดนัดด้วย ตอนหลังอยากลองเปลี่ยนงานทำ เลยไปสมัครเรียนนวดที่วัดโพธิ์จนจบหลักสูตร “

อย่างที่รู้ๆว่า อยู่บ้านเราก็สบายใจดี แต่มันก็ไม่มีอะไรใหม่ในชีวิต หาเช้ากินค่ำ กว่าจะเหลือเก็บ พี่เลยพยายามหาลู่ทางไปต่างประเทศ อยากไปทำงานนวด เห็นคนรู้จักบอกว่าสามารถช่วยเรื่องวีซ่าได้ เลยจ่ายเงินให้เป็นค่าจ้างเดินเอกสารประมาณ 60,000 บาท แต่พอไปถึงจึงทราบว่าเป็นวีซ่าท่องเที่ยวไม่สามารถทำงานได้ ตกใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ถือเป็นประสบการณ์ชีวิต

ดีที่พี่เล็กพอได้ภาษาอังกฤษบ้างจากการขวนขวายเรียนด้วยตัวเองจากหนังสือแปลอังกฤษเป็นภาษาไทย ช่วงนั้นได้ไปอาศัยกับเพื่อนที่เมืองฮัมบวร์ค จับพลัดจับผลูไปเจอสามีเขาเป็นคนใจดี หน้าที่การงานดี พี่ก็คุยแบบเปิดใจว่าซีเรียส ไม่อยากแค่คุยเล่น จึงวางแผนเรื่องอนาคตร่วมกัน หลังจากบินกลับเมืองไทยก็ยังติดต่อกันสักระยะหนึ่ง สามีบินตามมาที่ไทยแล้วก็ได้เดินทางอีกครั้งไปยื่นเอกสารมาขอแต่งงานที่ประเทศเยอรมนี

ประสบการณ์ปีแรก เหนื่อยมากทุกเรื่องต้องปรับตัวเรียนรู้ทุกอย่างใหม่หมด แล้วใช้เวลาทุ่มเทเรียนภาษาเกือบสามปี เป็นช่วงที่ต้องสู้กับตัวเอง เครียดมากแต่สู้ไม่ถอย อดทนถึงจะทุลักทุเลขนาดไหน ให้กำลังใจตัวเองเสมอ บวกสามีที่เป็นเพื่อนคู่คิดที่ดีด้วย จนเริ่มปรับตัวได้ ส่วนภาษาก็เริ่มดีขึ้น

อาชีพเดิมกับบริบทใหม่ ท้าทายกว่าเดิม

เมื่อมั่นใจในการสื่อสารภาษาเยอรมันว่าน่าจะพอคุยกับลูกค้าได้ จึงรวบรวมความกล้าแบบไม่ลองไม่รู้ กำทุนจำนวนหนึ่งเพียงพอจ่ายค่าเช่า เสี่ยงเปิดร้านท่ามกลางยุคที่คนต่างชาติไม่ได้มองอาชีพนวดไปในทางอื่นเลยนอกจาก “เรื่องการค้าบริการ”

ร้านแรกเริ่มในปี พ.ศ 2543 เป็นห้องเล็กๆอยู่ชั้นสอง ชื่อร้าน Ayutthaya Thai Massage ใกล้โรงเรียนสอนภาษา เช้าพี่ก็ไปเรียน บ่ายกลับมาเปิดร้าน

“แต่กว่าจะเปิดได้ทำเรื่องเอกสารยุ่งยากและ ระยะเวลาดำเนินการนานมาก สมัยนั้นทางอำเภอเขาจะคิดว่าเราเปิดแบบค้าบริการ จึงเลี่ยงมาใช้ใบประกอบธุรกิจลักษณะของ Massage & Wellness จึงผ่านมาได้“

ช่วงเริ่มต้น ใช้ช่องทางการโปรโมทผ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นกับใบปลิว พี่เล็กเล่าให้ฟังว่าสามเดือนแรกมีแต่สายโทรศัพท์ลูกค้าผู้ชาย ขอทำนัดแต่เรื่องอย่างว่า เราก็ปฏิเสธไปจนเขาเบื่อไปเอง

เป็นอยู่แบบนี้ครึ่งปี ถึงค่อยเริ่มมีลูกค้าผู้หญิงและลูกค้าประจำที่รู้ว่าร้านพี่นวดไทยจริงแบบไม่ใช่นวดแอบแฝง

“ใครจะดูถูกว่าอาชีพหมอนวดไม่ดี ต่ำต้อย ทำงานกับเท้า หรือบางคนก็ให้ร้ายบ้างว่านวดอีโรติก ช่างใครเขาพูดกันไป เราทำหน้าที่ของตัวเอง รู้ว่าเราทำอะไร มีความสุขกับสิ่งที่เราตั้งใจ งานนวดที่เขาด้อยค่านี่แหละพาพี่มาถึงจุดนี้”

ส่วนการจัดตกแต่งของทางร้าน ก็เป็นสไตล์เรียบๆ แต่มีความเป็นไทย ได้ช่างคนไทยมีฝีมือที่ช่วยดูแลให้ เน้นประณีตพิถีพิถันให้ทุกมุมดูสะอาดสะอ้าน ของแต่งร้านก็มีอิมพอร์ตของจากบ้านเราบ้าง ผสมผสานกับของที่เยอรมันบ้าง ให้ร้านออกมาสวยงาม ดูแล้วสื่อความเป็นไทย

“ หลักๆที่ลูกค้าประจำติดใจและกลับมาอีก น่าจะเรื่องมาตรฐานการนวดและบริการด้วยคุณภาพในราคาที่ไม่ได้สูงมาก ที่ร้านคิดราคา 50 € (ราวๆ 1700 บาทต่อชั่วโมง ) ราคาเท่าเดิมมาตลอดหลายสิบปี ทิปก็จะแล้วแต่ความพึงพอใจของลูกค้าถ้าเราบริการดี นวดดีทิปก็จะเยอะมากไปด้วย “

นวดไทยมีเอกลักษณ์มาก คนที่เคยไปเมืองไทยแล้วได้นวดจริงๆ เขาจะชอบมาก ช่วยบรรเทาอาการปวดด้วย และเหมาะกับวันเครียดๆ ที่ต้องการการผ่อนคลาย ลูกค้าที่นี่ส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศ หรือคนที่นั่งทำงานและมีอาการหลังไหล่ตึง เขาเลยมักจะให้รางวัลตัวเอง หรือในเทศกาลก็จะซื้อเป็นบัตรกำนัลของขวัญให้ ทางร้านก็จะได้ลูกค้าใหม่ๆในส่วนนี้เพิ่มเติมด้วย จากปากต่อปาก

นิสัยที่ควรพกติดตัวมาต่างแดน

การจัดระบบการเงิน ดูแลบัญชีรายรับรายจ่าย
และการประหยัดอดออมมาตั้งแต่เล็กมีส่วนทำให้พี่ไม่ลำบากในปัจจุบัน

“ที่นี่การจัดเก็บภาษีเคร่งครัด พี่จ่ายให้รัฐ 19% ของทุกรายการ เป็นเงินที่เยอะมากรายเดือนจ่ายแตะหลักแสน แต่พี่ภูมิใจและไม่เสียดายเลยนะ ที่เงินส่วนนี้ได้ตอบแทนกลับมาในระบบ รัฐเขาสามารถจัดการดูแลพลเมืองให้มีชีวิตที่มีคุณค่า เท่าเทียม และมีคุณภาพ สมกับราคาที่เราจ่ายไปจริงๆ ”

พี่จะไม่เอาเงินที่ได้วันต่อวันออกมาใช้เลย
รายรับทางร้าน จะเอาเข้าธนาคาร หลังจากหักค่าใช้จ่ายถึงจะเอามาใช้สอยส่วนตัว
อย่างน้องๆพนักงานในร้าน เวลาเห็นเขาใช้จ่ายก็จะคอยเตือนบ้าง ให้รู้จักทำแล้วเก็บ จะได้ไม่ลำบากในยามฉุกเฉิน ไม่ต้องหยิบยืมคนอื่น หากเรามีกระเป๋าสำรอง

“คุณค่าอย่างหนึ่งที่เป็นหัวใจหลักในการใช้ชีวิตเลยคือ การพยายามยืนบนลำแข้งของตนเองให้ได้ ไม่ยืมจมูกคนอื่นหายใจ ”

เราไม่ทราบอนาคตวันข้างหน้าเราอาจต้องใช้ชีวิตคนเดียว ถ้าต้องแยกทางกันอย่างน้อยก็ความรู้เรื่องกฎหมายและสิทธิพื้นฐาน เพื่อที่จะรู้ทิศทางของตัวเอง ว่าจะทำอะไร จะอยู่อย่างไร

ติดลบแต่คิดบวก เพื่อก้าวผ่าน

ช่วงดาวน์มากๆ คือตอนสามีเส้นเลือดในสมองแตกต้องพักรักษาตัว พี่แทบหมดแรง ไปทำงานไม่ไหวเลย บวกกับช่วงเริ่มทำร้านใหม่เพราะอยู่ในช่วงหมดสัญญาเช่ากับอีกที่หนึ่ง กลายเป็น 2 ร้านที่พี่ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนกว่า 6000€ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 2 แสนบาท

มันมีบ้างที่เราจะคิดตีอกชกหัวว่าทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับเรา แต่โฟกัสกับปัญหาไม่ได้ช่วยให้เราไปต่อ ตั้งใจทำงานไป ดีที่ลูกค้าก็ยังเหนียวแน่น ตามมาจากร้านเก่า ราบรับเลยมีอย่างต่อเนื่องจนหลุดจากช่วงที่หนักที่สุดมาได้

ถัดมาอีกคลื่นมรสุม คือตอนโควิด Lock down ทั่วประเทศ ปิดร้านไปสามเดือน ก็หวั่นใจมากว่าเปิดมาแล้วจะเป็นอย่างไร จะมีลูกค้าเหมือนเดิมไหม เหมือนเรากลัวไปก่อน พอเปิดร้านกลับกลายเป็นถล่มทลาย ลูกค้าจองคิวมาจนนวดไม่ทัน ต้องหาพนักงานเพิ่ม

แปลกนะยิ่งเจอปัญหา ยิ่งแกร่ง ยิ่งนิ่งขึ้น เหมือนเราได้เรียนรู้ระหว่างทาง ได้ฝึกจิตใจให้ผ่านไปได้ง่ายขึ้น แล้วก็ผ่านไปได้จริงๆ ด้วยเวลาและสติ เลยกลายเป็นเรื่องหนึ่งที่พี่จะจดจำไปตลอดและได้ไว้เล่าให้ลูกหลานฟัง ว่าช่วงลำบากนั้นเราสู้มาอย่างไร

แนวทางสำหรับคนที่อยากมาทำอาชีพนวดไทยในต่างแดน

ต้องมีวีซ่าทำงานที่ถูกต้องเป็นสำคัญเพราะที่นี่กฏหมายแรงมากถ้าทำผิดต้องโดนปรับและห้ามเข้าประเทศในกลุ่ม EU ถึง 5 ปี

ต้องมีใบประกอบวิชาชีพนวดไทย และ ควรถามตัวเองดีดีว่าเราชอบงานนี้จริงๆไหม ถ้าใจรัก จะทำงานแล้วสนุก มีกำลังใจ ถ้าคิดถึงตัวเงินเป็นหลัก จะทำให้เราทุกข์ ทำไปก็มองเวลาไปเมื่อไหร่จะครบชั่วโมง

ถ้ามีใจรักจะทำงานเกินร้อยแล้ว ด่านภาษา
และด่านอื่นๆที่รออยู่ข้างหน้าก็จะไม่ยากอีกต่อไป

“บางทีเจอลูกค้าเรื่องเยอะบ้าง มาไม่ตรงเวลาบ้าง ต้องปรับใจ มารยาทในการทำงานก็สำคัญ เวลาจะเชิญแขกเข้ามาภายในร้าน การชวนคุยด้วยรอยยิ้ม การบริการด้วยใจ พี่มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ไม่ควรมองข้าม”

ช่วงเวลาที่มีความสุขและเติมเต็มมากที่สุด

วันที่ลูกรับปริญญา พี่เหมือนยกภูเขาออกจากอก เหมือนได้ทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว

“ที่เยอรมันมีเงินซัพพอร์ตค่าใช้จ่าย ค่าเล่าเรียน บางส่วนให้ แต่ในระดับมหาวิทยาลัย กิจกรรมเขาเยอะมาก ลูกชายพี่เรียนดีไซน์ ค่าผ้า ค่าอุปกรณ์ ทุกอย่างคุณแม่ต้องรับผิดชอบเอง ”

อยากให้อนาคตแก่ลูก วันข้างหน้าเขาได้มีวิชาชีพเลี้ยงตัวเอง และจดจำภาพที่แม่สร้างทุกอย่างมากับมือ เป็นแบบอย่างให้ลูกได้ภาคภูมิใจ

ส่วนสามีก็มองเราเหมือนช้างเท้าหน้าที่เดินเคียงข้างกันไป ถ้าเทียบกับช่วงแรกที่มา จนวันนี้ที่เราดูแลจัดการตัวเองได้ สามารถดูแลเขาในวันที่ป่วยไข้ได้อย่างดี ธุรกิจก็ราบรื่น เขาก็เบาใจมากขึ้น

“อาชีพนี้ พี่มีเรื่องเตือนอย่างเดียว ถ้าขยัน อดทน รู้จักอดออม ระวังเก็บเงินไม่ทัน เงินมันอยู่ในอากาศ” พี่เล็กกล่าวติดตลกทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี