นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ว่า ที่ผ่านดูทุกช่องทางแล้ว ทั้งการโยกงบฯ 69 ที่เบิกจ่ายล่าช้าหรือไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบฯ 70 จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งเหลือระยะเวลาอีก 5 เดือน แต่วิกฤติตอนนี้ต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการให้ทันท่วงที ซึ่งจากการดูภาพรวมแล้ว งบไม่เพียงพอ ฉะนั้นยืนยันว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว มีความจำเป็นและเร่งด่วน
ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความนั้น ไม่กังวล เพราะสมัยการออก พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง (กู้วงเงิน 400,000 ล้านบาท) ก็ถูกฟ้อง ตนก็ไปช่วยอธิบายที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่วนตัวเข้าใจบทบาทของ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
รมว.คลัง อธิบายเพิ่มเติมว่า มาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วนและดูทางเลือกอื่น ไม่เห็นทางเลือกอื่นๆ
นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงกรณี นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ชี้ว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงิน เป็นการตีเช็คเปล่า ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้คือให้อำนาจกระทรวงการคลังเป็นผู้กู้เงิน ส่วนรายละเอียดจะมาที่หลัง และจากสถานการณ์ประเทศขณะนี้กำลังเจอวิกฤติโลกและพลังงาน ที่จะมาหลายระลอก และหลายประเทศก็มองว่าวิกฤติจะมาหลายระลอก และกลายเป็นวิกฤตระยะยาว
ฉะนั้นเราจึงต้องหาวิธีมาป้องกันปัญหาในระยะยาว ฉะนั้นต้องเตรียมกระสุนให้พร้อม ด้วยการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ เพื่อเป็นกระสุนในการบรรเทาผลกระทบประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ชัดเจนมาก พร้อมย้ำว่านี่เป็นวิกฤติปากท้อง
พร้อมกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าพลังงานและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก ฉะนั้นควรเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไปใช้พลังานทดแทนมากขึ้น
นายเอกนิติ ยังย้ำว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ได้เป็นการใช้งบรวดเดียว มีคณะกรรมการากลั่นกรองโครงการ ไม่ใช่อยากจะทำอะไรก็ทำ หรือตีเช็คเปล่า