สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังคงดุเดือด ล่าสุดกองทัพอิสราเอลได้เปิดฉากระดมโจมตีทางอากาศระลอกใหม่เข้าใส่กรุงเตหะราน ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันการจมเรือรบของอิหร่านในมหาสมุทรอินเดีย ท่ามกลางความเคลื่อนไหวทางการเมืองในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติปัดตกญัตติจำกัดอำนาจประธานาธิบดี เปิดทางให้ โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถสั่งการทางทหารต่อไปได้อย่างเต็มที่
วุฒิสภาสหรัฐฯ เปิดทางทรัมป์เดินหน้าสงคราม
ที่ประชุมวุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 53 ต่อ 47 เสียง คว่ำญัตติที่เสนอให้จำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดี ส่งผลให้ทรัมป์สามารถเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านต่อไปได้โดยไม่ต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้อ้างเหตุผลความชอบธรรมในการโจมตีครั้งนี้ว่า หากสหรัฐฯ ไม่ชิงลงมือก่อน อิหร่านจะสามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์ แม้ว่าทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) จะระบุว่ายังไม่พบหลักฐานการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ก็ตาม
ยกระดับการโจมตีทางทหารและความสูญเสีย
ในสมรภูมิรบ กองทัพอิสราเอลได้ประกาศเริ่มปฏิบัติการโจมตีระลอกใหม่ โดยมุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารทั่วกรุงเตหะราน ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เผยแพร่ภาพยืนยันปฏิบัติการของเรือดำน้ำสหรัฐฯ ที่ยิงตอร์ปิโดจมเรือรบ “Iris Dena” ของอิหร่าน ส่งผลให้มีลูกเรือเสียชีวิตอย่างน้อย 87 ราย และได้รับการช่วยเหลือ 32 ราย
การสู้รบที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่วันเสาร์ส่งผลให้มีพลเรือนชาวอิหร่านเสียชีวิตแล้วกว่า 1,045 ราย และประชาชนกว่า 100,000 คนต้องอพยพหนีตายออกจากเมืองหลวง ด้านสหรัฐฯ ได้ยืนยันตัวตนทหารอเมริกันครบทั้ง 6 นายที่เสียชีวิตจากเหตุโดรนอิหร่านโจมตีฐานปฏิบัติการในคูเวต
แรงกระเพื่อมระดับภูมิภาคและจุดยืนของยุโรป
ความตึงเครียดที่ขยายวงกว้างทำให้ประเทศเพื่อนบ้านต้องเร่งหาทางรับมือ กองทัพซาอุดีอาระเบียสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธร่อนได้ 3 ลูก ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศกาตาร์ได้ต่อสายตรงถึงทางการอิหร่าน เพื่อเรียกร้องให้ยุติการยิงขีปนาวุธข้ามประเทศที่สร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้านในภูมิภาค นอกจากนี้ ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ยังได้เสนอส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านโดรนลงพื้นที่ เพื่อช่วยพันธมิตรอาหรับปกป้องน่านฟ้า
ในฟากฝั่งยุโรป รัฐบาลสเปนยังคงยืนกรานจุดยืนต่อต้านสงคราม โดยปฏิเสธไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในประเทศเพื่อเป็นฐานโจมตีอิหร่านอย่างเด็ดขาด แม้จะเผชิญกับคำขู่จากประธานาธิบดีทรัมป์ที่ระบุว่าจะตัดความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งหมดหากสเปนไม่ให้ความร่วมมือ
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและทิศทางเศรษฐกิจ
ผลกระทบที่รุนแรงอีกด้านคือวิกฤตการขนส่ง องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ระบุว่ามีกะลาสีเรือกว่า 20,000 คน และผู้โดยสารเรือสำราญอีก 15,000 คน ติดค้างอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง เนื่องจากอิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกแทบกลายเป็นอัมพาต อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นหลักในเอเชีย ทั้งนิเคอิของญี่ปุ่นและคอสปิของเกาหลีใต้ เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวและกลับมาแดนบวกได้บ้างในการซื้อขายช่วงเช้าวันพฤหัสบดี หลังจากที่ร่วงลงอย่างหนักในช่วงต้นสัปดาห์จากความตื่นตระหนกของสงคราม