วุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งครองเสียงข้างมากโดยพรรครีพับลิกัน ได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 53 ต่อ 47 คว่ำญัตติความร่วมมือระหว่างพรรค (Bipartisan resolution) ที่มุ่งเป้าจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในความขัดแย้งกับอิหร่าน เปิดทางให้ผู้นำสหรัฐฯ สามารถเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไปได้โดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส
◾️ โหวตตามเส้นแบ่งพรรคการเมือง
การลงมติในครั้งนี้เป็นไปตามความคาดหมายและแบ่งแยกตามขั้วการเมืองอย่างชัดเจน โดยมีสมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันเพียง 1 เสียงที่โหวตสนับสนุนการจำกัดอำนาจประธานาธิบดี (โหวตสวนมติพรรค) และมีสมาชิกจากพรรคเดโมแครตเพียง 1 เสียงที่โหวตคัดค้านญัตตินี้
◾️ เดโมแครตซัด ดึงประเทศสู่สงครามที่ประชาชนไม่เอา
ฝ่ายที่สนับสนุนญัตติ ซึ่งนำโดยพรรคเดโมแครต ระบุว่าความพยายามนี้คือการทวงคืนอำนาจของรัฐสภาในการประกาศสงครามตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ส.ว. ชัค ชูเมอร์ ผู้นำพรรคเดโมแครต โจมตีประธานาธิบดีทรัมป์อย่างหนักว่ากำลังดึงอเมริกาเข้าสู่สงครามที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ต่อต้าน ขณะที่ ส.ว. ทิม เคน ผู้ร่วมเสนอญัตติ ย้ำว่าสถานการณ์ในปัจจุบันคือ “สงคราม” อย่างแท้จริง และแสดงความกังวลที่ทรัมป์ใช้กำลังทหารอย่างต่อเนื่องโดยไม่เคยมาร้องขอการอนุมัติจากสภา
◾️ รีพับลิกันป้อง เป็นสิทธิอันชอบธรรม-ย้ำไม่ใช่สงครามยืดเยื้อ
ในทางกลับกัน ฝ่ายคัดค้านจากพรรครีพับลิกันยืนยันว่า การสั่งโจมตีอิหร่านแบบจำกัดขอบเขตของทรัมป์นั้นถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นสิทธิอันชอบธรรมในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพื่อปกป้องประเทศ
ส.ว. จิม ริสช์ ประธานคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยืนยันว่า ปฏิบัติการในอิหร่านจะไม่ใช่ “สงครามตลอดกาล” (Forever war) เหมือนในอดีต และจะจบลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกล่าวหาว่าญัตติของเดโมแครตนี้กำลังทำให้กองกำลังสหรัฐฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตกอยู่ในอันตราย
◾️ สวนทางโพลประชาชน-จับตาด่านต่อไปในสภาล่าง
แม้ทรัมป์จะได้รับชัยชนะในวุฒิสภา แต่ผลสำรวจล่าสุดจาก Reuters/Ipsos กลับสะท้อนมุมมองที่แตกต่าง โดยระบุว่ามีชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่สนับสนุนการโจมตีอิหร่าน และประชาชนราวครึ่งหนึ่งมองว่าทรัมป์พร้อมจะใช้กำลังทหารพร่ำเพรื่อเกินไป
ด่านต่อไปจะอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) ที่มีกำหนดลงมติในญัตติลักษณะเดียวกันในวันพฤหัสบดีนี้ อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์การเมืองประเมินว่า แม้ญัตติดังกล่าวจะสามารถผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองสภาได้สำเร็จ แต่ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรวบรวมเสียงข้างมากให้ได้ถึง 2 ใน 3 เพื่อนำมาเอาชนะการใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เตรียมงัดออกมาใช้อย่างแน่นอน