• สถานการณ์ (28 กุมภาพันธ์ 2569)
- เกิดเหตุระเบิดในกรุงเตหะราน และหลายพื้นที่ ของอิหร่าน ด้วยปฏิบัติการในลักษณะ “การป้องกันตัวเชิงรุก/การชิงโจมตีก่อน” (Preemptive Self-Defense) โดยอ้างเหตุผลด้านความจำเป็นเร่งด่วน จากการประเมินภัยคุกคามการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ จากฝ่ายอิหร่านในระยะใกล้
- สะท้อนความเสี่ยงของการเปลี่ยนผ่านจาก “การเผชิญหน้าผ่านตัวแทน (Proxy Confrontation)” ไปสู่ “การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างรัฐ” ในระดับที่สูงขึ้น
• แนวโน้มความเป็นไปได้ของสถานการณ์ [ระยะสั้น–ระยะกลาง]
- สถานการณ์ปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะยกระดับอย่างรวดเร็ว (Rapid Escalation) ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
การตอบโต้ของอิหร่านมีแนวโน้มเกิดขึ้น ไม่ว่าจะในรูปแบบการยิงขีปนาวุธหรือโดรนโดยตรง หรือผ่านเครือข่ายพันธมิตรและกองกำลังตัวแทนในภูมิภาค ซึ่งอาจขยายพื้นที่การปะทะในอนาคตอันใกล้ - จุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและการคมนาคมทางทะเล ได้แก่ อ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดง มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกใช้เป็นพื้นที่สร้าง “ต้นทุนเชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งจะกระทบต่อเสถียรภาพพลังงานและการขนส่งของโลก
- แรงกดดันทางการทูตจากมหาอำนาจและประเทศผู้นำเข้าพลังงานจะเพิ่มสูงขึ้น เพื่อจำกัดวงความขัดแย้งไม่ให้ลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
• ประเมินผลกระทบต่อประเทศไทย
- ด้านพลังงานและเศรษฐกิจ
ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงาน มีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันและค่าระวางเรือในระยะสั้น หากเกิดเหตุการณ์กระทบเส้นทางขนส่งหลัก ต้นทุนโลจิสติกส์และเบี้ยประกันภัยการขนส่งทางทะเลอาจเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าในประเทศ
- ด้านความปลอดภัยของคนไทยในภูมิภาค
แรงงานไทยและคนไทยในตะวันออกกลาง อาจเผชิญความเสี่ยงทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ ความไม่ปลอดภัยในเขตเมืองหรือใกล้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การปิดน่านฟ้า การยกเลิกเที่ยวบิน และการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจกระทบต่อรายได้และสถานะการจ้างงาน
- ด้านการต่างประเทศและภาพลักษณ์
ประเทศไทยอาจถูกคาดหวังให้แสดงจุดยืนมากขึ้น โดยต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย พร้อมยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การลดการใช้กำลัง และการคุ้มครองประชาชนไทย