คัดลอก URL แล้ว
“ศิธา” ชี้เป้า “บาร์โค้ดเลือกตั้ง 69” ส่อขัด รธน. หวั่นซ้ำรอย เลือกตั้งโมฆะปี 49

“ศิธา” ชี้เป้า “บาร์โค้ดเลือกตั้ง 69” ส่อขัด รธน. หวั่นซ้ำรอย เลือกตั้งโมฆะปี 49

น.ต.ศิธา ทิวารี อดีต ส.ส.กทม.พรรคไทยรักไทย และอดีตสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นตั้งข้อสังเกตถึงกรณี “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 69” ที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงในสังคม โดยระบุว่า หากเป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงว่าการทำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทุกใบเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อให้ทราบถึงล็อตการจัดพิมพ์ ช่วงเวลา และการแจกจ่ายไปยังเขตต่างๆ นั้น ในอีกนัยหนึ่งเท่ากับว่า กกต. ยอมรับว่าวัตถุประสงค์ของการมีบาร์โค้ดคือเพื่อให้สามารถสแกนและตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลในภายหลังได้

ประเด็นสำคัญที่ น.ต.ศิธา เน้นย้ำคือความสุ่มเสี่ยงที่จะขัดต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้ง สส. ต้องเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ประกอบกับ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 96 ที่ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตไว้ที่บัตรเลือกตั้ง ดังนั้น สิ่งที่ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนคือ บาร์โค้ดดังกล่าวเป็นเพียงรหัสระบุหน่วยเลือกตั้งที่เหมือนกันทั้งล็อต หรือเป็นรหัสเฉพาะประจำบัตรแต่ละใบ (Unique Running Number)

น.ต.ศิธา ขยายความว่า หากบาร์โค้ดสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้เพียงระดับหน่วยเลือกตั้ง โดยไม่สามารถเชื่อมโยงลึกไปถึงตัวบุคคลผู้ลงคะแนน ก็อาจตีความได้ว่าไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ แต่หากตรวจสอบพบว่าบาร์โค้ดในบัตรแต่ละใบมีลักษณะเฉพาะตัว และเมื่อสแกนแล้วสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปหา “ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง” ที่มีลายเซ็นชื่อผู้ใช้สิทธิอยู่ได้ จะถือเป็นเรื่องใหญ่ทันที เพราะเท่ากับระบบเปิดช่องให้ตรวจสอบได้ว่าใครกาเลือกเบอร์ไหน ซึ่งขัดต่อหลักการลงคะแนนลับอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ยังได้หยิบยกกรณีตัวอย่างในอดีตมาเทียบเคียง โดยระบุถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ สาเหตุจากการจัดคูหาเลือกตั้งหันหน้าหันหลังผิดทาง ซึ่งศาลไม่ได้พิจารณาว่ามีใครแอบดูการลงคะแนนจริงหรือไม่ แต่วางบรรทัดฐานไว้ที่โครงสร้างของระบบว่าเปิดโอกาสให้ความลับถูกละเมิดได้หรือไม่ ซึ่งหากนำมาเทียบกับกรณีบาร์โค้ดเลือกตั้ง 69 หากโครงสร้างระบบบาร์โค้ดเชื่อมโยงกับต้นขั้วได้ ก็เท่ากับโครงสร้างนั้นทำลายความลับของผู้ลงคะแนนไปแล้ว

ในช่วงท้าย น.ต.ศิธา ยังได้กล่าวถึงหลักการทางเทคนิคที่เรียกว่า “Zero Knowledge” หรือระบบที่ต้องไม่มีความรู้ใดในโลกที่จะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทางได้ แต่หากบาร์โค้ดครั้งนี้เป็น Unique Running Number ที่ตรงกับต้นขั้วจริง จะเท่ากับว่าไม่มีบัตรเลือกตั้งใบใดเลยที่เป็น Zero Knowledge และบัตรทุกใบสามารถถูกตรวจสอบย้อนหลังได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับ “งานช้าง” ที่ผู้เกี่ยวข้องจะหาทางออกได้ยากลำบากอย่างแน่นอน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง