ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “จัดตั้งรัฐบาลใหม่ VS. ปัญหาบัตรเลือกตั้ง” โดยสะท้อนมุมมองของสังคมต่อสถานการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่าเสียงของประชาชนแบ่งออกเป็นสองฝ่ายในสัดส่วนที่สูสีกัน ระหว่างกลุ่มที่ต้องการให้รอความชัดเจนทางกฎหมาย และกลุ่มที่ต้องการให้เร่งเดินหน้าประเทศ
ทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จากการสอบถามความคิดเห็นกรณีการฟ้องร้องเรื่องการติดคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ประชาชนมีมุมมองที่แตกต่างกันชัดเจน:
- ร้อยละ 44.81 ระบุว่า ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยต้องการให้รอจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยตัดสินคดีให้ชี้ชัดเสียก่อน
- ร้อยละ 41.68 ระบุว่า ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนและเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องรอ

แนวโน้มความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ เมื่อสอบถามว่าปัญหาบนบัตรเลือกตั้งจะลุกลามจนเกิดความวุ่นวายทางการเมืองหรือไม่ ประชาชนประเมินสถานการณ์ไว้ดังนี้:
- ร้อยละ 36.56 เชื่อมั่นว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองใดๆ
- ร้อยละ 34.20 มองว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายรอบใหม่ แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้
- ร้อยละ 28.55 แสดงความกังวลว่า จะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้
ความกังวลเรื่องการลงคะแนนเสียงไม่เป็นความลับ จากข้อสงสัยที่ว่าการลงคะแนนเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาอาจไม่เป็นความลับนั้น:
- ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.64 ระบุว่า ไม่กังวลเลย
- อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มที่แสดงความกังวลรวมกันกว่าร้อยละ 37 (แบ่งเป็น ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 19.08 และกังวลมาก ร้อยละ 18.55)
ภาพสะท้อนสังคมไทยก้ำกึ่งระหว่าง “กฎหมาย” กับ “เดินหน้าประเทศ”
ตัวเลขที่สูสีกันอย่างมากระหว่างกลุ่มที่อยากให้ รอศาลตัดสิน (44.81%) และกลุ่มที่อยากให้ รีบตั้งรัฐบาล (41.68%) สะท้อนให้เห็นถึงภาวะ “เสียงแตก” ของสังคมอย่างชัดเจน
กลุ่มแรก ให้น้ำหนักกับ “ความชอบธรรมและความโปร่งใส” มองว่าหากรัฐบาลตั้งขึ้นมาโดยที่ข้อกังขาเรื่องบัตรเลือกตั้งยังไม่เคลียร์ อาจนำไปสู่วิกฤตศรัทธาในระยะยาว ในขณะที่กลุ่มที่สอง ให้น้ำหนักกับ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและประเทศ” มองว่าสุญญากาศทางการเมืองจะสร้างความเสียหายมากกว่า จึงอยากให้มีรัฐบาลเข้ามาบริหารจัดการปัญหาปากท้องก่อน
ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าผลการจัดตั้งรัฐบาลจะออกมาในทิศทางใด รัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากประชาชนอีกเกือบครึ่งประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประชาชนลึกๆ ยังกังวลถึง “ความวุ่นวายรอบใหม่”
แม้กลุ่มตัวอย่างที่ตอบว่า “จะไม่เกิดความวุ่นวาย” จะมีสัดส่วนมากที่สุด (36.56%) แต่หากเรานำกลุ่มที่มองว่า “จะเกิดความวุ่นวายแน่นอน” (ทั้งแบบควบคุมได้และควบคุมไม่ได้) มารวมกัน จะมีสัดส่วนสูงถึง 62.75% ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ลึกๆ แล้วประชาชนส่วนใหญ่ประเมินว่าสถานการณ์การเมืองไทยมีความเปราะบางสูงมาก และพร้อมที่จะปะทุเป็นความขัดแย้งได้ตลอดเวลาจากปมปัญหาบัตรเลือกตั้ง เพียงแต่ยังมีความหวังลึกๆ ว่ากลไกของรัฐจะยังพอกำกับสถานการณ์ไม่ให้บานปลายได้ (34.20%)
โจทย์ใหญ่ของ กกต.
ในประเด็นการลงคะแนนเสียงไม่เป็นความลับเพราะคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด แม้คนเกือบครึ่ง (47.64%) จะไม่กังวล ซึ่งอาจแปลความหมายได้ว่าประชาชนยอมรับในเทคโนโลยี หรือไม่ได้ใส่ใจในประเด็นทางเทคนิคมากนัก แต่การที่มีประชาชนถึง กว่า 37% แสดงความกังวล (กลุ่มที่ระบุว่า กังวลมาก และกลุ่ม ค่อนข้างกังวล) ถือเป็นสัดส่วนที่ไม่มีนัยสำคัญที่จะมองข้ามได้ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึง “ช่องโหว่ความเชื่อมั่น” ที่ประชาชนมีต่อหน่วยงานจัดการเลือกตั้ง ซึ่งหากไม่เร่งสื่อสารทำความเข้าใจให้ชัดเจน ความหวาดระแวงนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตผลการเลือกตั้งได้