คัดลอก URL แล้ว
ศูนย์ข่าวสารไทย–กัมพูชา ย้ำไม่รื้อเกาะเทียมเอกชนเขมร ไม่กระทบสิทธิทางทะเล

ศูนย์ข่าวสารไทย–กัมพูชา ย้ำไม่รื้อเกาะเทียมเอกชนเขมร ไม่กระทบสิทธิทางทะเล

ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ชี้การไม่รื้อเกาะเทียมเอกชนกัมพูชา เป็นท่าทีเชิงการเมือง–กฎหมาย–การทูต ย้ำไทยไม่ยอมรับสิทธิ ยึด UNCLOS

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ชี้แจงกรณีกระแสตั้งคำถามต่อการที่ประเทศไทยยังไม่ดำเนินการทำลายสิ่งปลูกสร้างหรือเกาะเทียมในทะเล ซึ่งเป็นโครงการของเอกชนกัมพูชา ว่าอาจกระทบต่อการอ้างสิทธิทางทะเลของไทยหรือไม่ โดยยืนยันว่า ประเด็นดังกล่าวมีนัยสำคัญในเชิงการเมือง กฎหมาย และการทูต มากกว่ามิติทางการทหาร

ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารฯ ระบุว่า การที่ไทยยังไม่ใช้กำลังเข้าไปดำเนินการ เป็นการแสดงท่าทีของรัฐที่ยึดหลักความยับยั้งชั่งใจ แก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ และปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจถูกตีความว่าเป็นการใช้กำลังโดยไม่จำเป็น ซึ่งสอดคล้องกับหลักการตามกฎบัตรสหประชาชาติ

ในมิติทางกฎหมาย การไม่ทำลายสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าไทยยอมรับการก่อสร้างหรือยอมรับสิทธิในการอ้างอาณาเขตทางทะเลแต่อย่างใด เนื่องจากที่ผ่านมาไทยได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยและยื่นประท้วงผ่านช่องทางการทูตมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มมีการก่อสร้าง โดยตาม อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ระบุชัดว่า เกาะเทียมหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่สามารถก่อให้เกิดสิทธิในการอ้างทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือไหล่ทวีปได้ และกำหนดได้เพียงเขตปลอดภัยรอบสิ่งก่อสร้างไม่เกิน 500 เมตรเท่านั้น

ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารฯ ยังกล่าวถึงประเด็น “ความเงียบของรัฐ” ว่า ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ความเงียบจะก่อให้เกิดผลทางกฎหมายได้ ก็ต่อเมื่อเป็นความเงียบที่ปราศจากการสงวนสิทธิหรือเข้าข่ายการยอมรับโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม กรณีของไทยมีการแสดงจุดยืนไม่ยอมรับอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่เข้าข่ายการยอมรับสิทธิของอีกฝ่าย

สำหรับกรณีที่สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของเอกชนกัมพูชา ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารฯ ระบุว่า ตามกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐยังคงต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเอกชนภายในอาณาเขตของตน โดยเฉพาะเมื่อการกระทำนั้นส่งผลต่อข้อพิพาทระหว่างประเทศ และการกระทำของเอกชนไม่สามารถสร้างสิทธิอธิปไตยหรือสิทธิทางทะเลให้รัฐได้

ทั้งนี้ แนวทางที่ไทยควรดำเนินการเพื่อรักษาความได้เปรียบทางกฎหมายและการทูต ควรใช้ยุทธศาสตร์ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับกฎหมาย ด้วยการสงวนสิทธิอย่างชัดเจนและเก็บหลักฐาน ระดับการทูต ผ่านกลไกทวิภาคีและอาเซียน และระดับการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยืนยันจุดยืนว่าไทยไม่ใช้กำลัง แต่ไม่ละทิ้งสิทธิ และยึดกฎหมายทะเลสากลเป็นหลัก

ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ย้ำว่า การไม่ทำลายสิ่งปลูกสร้างในทะเล เป็นการบริหารสถานการณ์บนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่การยอมรับสิทธิ พร้อมยืนยันว่า หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ไทยยังมีเครื่องมือทางกฎหมายและการทูตครบถ้วน โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการใช้กำลัง



ข่าวที่เกี่ยวข้อง