สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับ “ฝันร้ายสีขาว” เมื่อพายุฤดูหนาวและพายุน้ำแข็งครั้งประวัติศาสตร์ที่มีชื่อว่า “เฟิร์น” (Winter Storm Fern) ได้เข้าปกคลุมพื้นที่กว่า 2 ใน 3 ของประเทศฝั่งตะวันออก ส่งผลให้ประชากรมากกว่า 230 ล้านคน (ราว 70% ของประชากรทั้งประเทศ) ตกอยู่ภายใต้ประกาศเตือนภัยสภาพอากาศขั้นวิกฤต การจราจรทางอากาศเป็นอัมพาต และบ้านเรือนมากกว่า 1 ล้านหลังคาเรือนต้องจมอยู่ในความมืดมิดท่ามกลางอุณหภูมิที่หนาวจัด
นี่ไม่ใช่แค่พายุหิมะธรรมดา แต่เป็นภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่กำลังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและคุกคามชีวิตผู้คนนับล้าน

สถานการณ์ล่าสุด: สหรัฐฯ อัมพาต
จากรายงานข่าวล่าสุด เช้าวันจันทร์ที่ 26 มกราคม (ตามเวลาท้องถิ่น) สถานการณ์อยู่ในขั้นวิกฤต โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้อนุมัติการประกาศภาวะฉุกเฉินแล้วใน 24 รัฐ และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดประกอบด้วย:
การเดินทางด้วยเครื่องบินภายในสหรัฐฯ ต้องหยุดชะงัก มีการยกเลิกเที่ยวบินสะสมแล้วกว่า 13,000 เที่ยวบิน (เฉพาะวันอาทิตย์วันเดียวสูงถึง 10,800 เที่ยว) สนามบินฮับใหญ่ระดับโลกทั้ง จอห์น เอฟ. เคนเนดี (นิวยอร์ก), ดัลลัส-ฟอร์ตเวิร์ธ และบอสตัน โลแกน กลายเป็นที่พักพิงชั่วคราวของผู้โดยสารที่ตกค้าง

ผู้ประสบภัย “ไฟดับ” ท่ามกลางความหนาว รายงานระบุว่า มีบ้านเรือนและธุรกิจมากกว่า 1 ล้านแห่งไม่มีไฟฟ้าใช้ รัฐที่วิกฤตหนักที่สุดคือ “เทนเนสซี” และ “มิสซิสซิปปี” ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานไม่รองรับน้ำหนักของน้ำแข็งที่เกาะตามสายไฟจนขาดสะบั้น
อุณหภูมิในแถบมิดเวสต์ที่ดิ่งลงต่ำถึง -45 องศาเซลเซียส ทำให้หน่วยงานรัฐต้องเร่งเปิดศูนย์พักพิงฉุกเฉิน เนื่องจากสภาพอากาศระดับนี้สามารถทำให้เกิดภาวะเนื้อเยื่อถูกทำลายจากความเย็น (Frostbite) ได้ในเวลาเพียง 5-10 นาที ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากโดยเฉพาะกลุ่มคนไร้บ้านและกลุ่มเปราะบาง

ทำไม “เฟิร์น” ถึงรุนแรงระดับประวัติศาสตร์?
นักอุตุนิยมวิทยาอธิบายว่า ความรุนแรงของพายุเฟิร์นไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการ “ปัจจัยร่วมกัน” ของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ 2 อย่างที่ปะทะกันพอดี
ความแปรปรวนของกระแสลมขั้วโลก (Polar Vortex Disruption)
โดยปกติ อากาศเย็นจัดจะถูกขังไว้ที่ขั้วโลกเหนือด้วยกระแสลมกรด (Jet Stream) ที่พัดวนอย่างรวดเร็ว แต่สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ที่ทำให้กระแสลมนี้อ่อนกำลังลงและบิดเบี้ยว ส่งผลให้ “ถุงลมเย็นจัดจากอาร์กติก” ทะลักลงมาทางทิศใต้ เข้าปกคลุมพื้นที่ทวีปอเมริกาเหนือทั้งหมด ทำให้อุณหภูมิลดฮวบอย่างรวดเร็ว

การปะทะกับความชื้นจากอ่าวเม็กซิโก (The Moisture Clash)
เมื่อมวลอากาศที่เย็นจัดและแห้งแล้งจากขั้วโลก เคลื่อนตัวมาปะทะกับ “มวลอากาศอุ่นและชื้น” ที่พัดขึ้นมาจากอ่าวเม็กซิโกและมหาสมุทรแอตแลนติก จึงทำให้เกิดการควบแน่นกลายเป็นพายุน้ำแข็ง (Ice Storm) ในรัฐทางตอนใต้ และกลายเป็นพายุหิมะตกหนัก (Heavy Blizzard) ในรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือ
การรวมตัวของ “ความเย็นสุดขั้ว” และ “ความชื้นมหาศาล” นี้เอง ที่ทำให้พายุ “เฟิร์น” ทวีกำลังแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายสภาพเป็น “ระเบิดไซโคลน” (Bomb Cyclone) ทางฤดูหนาว ที่มีระยะทางทอดกว้างยาวกว่า 3,200 กิโลเมตร
วิกฤตนี้จะจบเมื่อไหร่?
กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (NWS) เตือนว่า พายุกำลังเคลื่อนตัวพัดถล่มกลุ่มรัฐนิวอิงแลนด์อย่างหนักในวันนี้ ซึ่งจะทำให้มีหิมะทับถมสูงเกิน 60 เซนติเมตรในบางพื้นที่ สำนักงานของรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ต้องประกาศปิดทำการชั่วคราว
แม้พายุอาจจะเคลื่อนตัวออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติกในวันอังคาร แต่ความหนาวเย็นสุดขั้วและถนนที่กลายเป็นลานน้ำแข็งจะยังคงอยู่ต่อไป ซึ่งทางการสหรัฐฯ เตือนประชาชนว่า “หากไม่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ห้ามออกจากบ้านเด็ดขาด” ในช่วงสัปดาห์นี้.