วันที่ 14 มกราคม 2568 เว็บไซต์ฟ็อกซ์นิวส์ (foxnews.com) รายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เตรียมระงับกระบวนการออกวีซ่าทั้งหมดสำหรับ 75 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย เพื่อดำเนินมาตรการกวดขันผู้สมัครที่มีแนวโน้มจะเข้ามาเป็น “ภาระของรัฐ” (public charge)
บันทึกภายในของกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2569 เป็นต้นไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อให้เจ้าหน้าที่กงสุลทบทวนขั้นตอนการตรวจสอบและคัดกรองผู้สมัครใหม่ทั้งหมดภายใต้กฎหมายคนเข้าเมือง สำหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบในกลุ่มนี้ ได้แก่ ไทย, รัสเซีย, โซมาเลีย, บราซิล, อัฟกานิสถาน, อิหร่าน, อิรัก, อียิปต์, ไนจีเรีย และเยเมน
ภายใต้แนวทางใหม่ เจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งให้ปฏิเสธวีซ่าแก่ผู้สมัครที่คาดว่าอาจต้องพึ่งพาสวัสดิการจากรัฐในอนาคต โดยจะมีการพิจารณาปัจจัยอย่างละเอียด ดังนี้:
ด้านสุขภาพและกายภาพ : รวมถึงอายุและภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ (overweight)
ทักษะและการสื่อสาร : พิจารณาจากระดับความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ
ฐานะทางการเงิน : ประเมินรายได้และความจำเป็นในการใช้บริการรักษาพยาบาลระยะยาว
ประวัติการใช้สวัสดิการ : ผู้ที่เคยได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐหรือเคยอยู่ในสถานสงเคราะห์อาจถูกปฏิเสธทันที
นายทอมมี่ พิกก็อตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงว่า สหรัฐฯ จะใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อคัดกรองผู้สมัครที่อาจเข้ามาฉวยโอกาสจากความเอื้ออาทรของชาวอเมริกัน โดยการระงับวีซ่าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติเข้ามาใช้สวัสดิการและเงินภาษีของประชาชนโดยไม่จำเป็น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีการตรวจสอบพบการทุจริตในโครงการสวัสดิการรัฐขนาดย่อมในรัฐมินนิโซตา ซึ่งพบว่ามีชาวต่างชาติเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก