วันที่ 21 กรกฏาคม 2568 ความคืบหน้ากรณีที่วัดม่วง บางแค โดยที่พบว่าทั้งทองคำและเงินจำนวนมากหายไปอย่างเป็นปริศนา ล่าสุด พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบกรณีดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงการดำเนินการอย่างละเอียดทุกมิติ พร้อมเผยประเด็นที่น่าสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของเจ้าอาวาส
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า วัดม่วงตอนนี้รู้สึกว่าเป็นวัดที่มีความอลเวงมาก การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีสิ่งของหายไปจริง โดยเฉพาะทองคำที่เจ้าอาวาสระบุว่าหาย แต่เมื่อตำรวจติดตามตรวจสอบอย่างหนัก กลับพบว่าเจ้าอาวาสมีพฤติกรรมหลงลืม และบางกรณีเริ่มจำได้ว่าทองถูกเก็บไว้ตรงไหน
จากการสอบสวนเชิงลึก เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถพบทองคำบางส่วนที่อ้างว่าสูญหายแล้ว ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าอาจเป็นการหลงลืมของเจ้าอาวาสเอง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเงินที่หายไปยังไม่สามารถติดตามเจอได้ และเจ้าอาวาสยังคงให้การคลุมเครือ อ้างว่าจำไม่ได้ ส่วนกรณีที่อ้างว่าเจ้าอาวาสเป็นอัลไซเมอร์นั้น คาดว่าไม่น่าเป็นความจริง เพราะยังสามารถโต้เถียงกับบุคคลอื่นได้อยู่ชัดเจน” รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางกล่าวเพิ่มเติม
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบทุกบัญชีที่เกี่ยวข้องกับรายได้ของวัด โดยเฉพาะการบริหารจัดการของเจ้าอาวาสวัดม่วง ซึ่งมีข้อสังเกตว่า ไวยาวัจกรของวัดไม่มีอำนาจในการดูแลบัญชีหรือเงินวัดแต่อย่างใด ทำให้เกิดข้อกังขาว่าเหตุใดรายได้จำนวนมากจึงกระจุกอยู่ในมือของเจ้าอาวาสเพียงผู้เดียว ไวยาวัจกร ไม่มีอำนาจดูแลเงินของวัด ในเบื้องต้นพบว่าวัดมีรายได้จากหลายช่องทาง ทั้งเงินบริจาค และกิจกรรมอื่นๆ ที่มีการนำเงินเข้าบัญชีวัดโดยตรง ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีการนำเงินวัดไปซื้อทองคำจริงหรือไม่
ในส่วนของการดำเนินคดี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เผยว่า ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าเจ้าอาวาสได้แจ้งความหรือเพียงแค่ลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ ซึ่งในเบื้องต้นดูเหมือนจะเป็นการแจ้งว่าทองและเงินหาย แต่ยังไม่มีเอกสารหลักฐานชัดเจนส่งต่อมายัง ปปป. และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการตรวจสอบวัดม่วงอย่างละเอียด และถือว่าเป็นเป้าหมายหนึ่งของการสอบสวน เนื่องจากพบว่าเจ้าอาวาสมีทรัพย์สินจำนวนมากผิดสังเกต และมีหลายบัญชีที่ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจน
สำหรับบุคคลที่มาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นพระลูกวัดหรือผู้เกี่ยวข้องรายใด ทางตำรวจยืนยันว่า จะนำมาประกอบการสอบสวนอย่างรอบด้าน ซึ่งในบางส่วนพบว่าข้อมูลที่ได้รับช่วยให้สืบทรัพย์สินบางส่วนเจอแล้ว และเป็นแนวทางที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการสืบสวนหาที่มาของรายได้ของวัด แม้ทองคำบางส่วนจะเริ่มมีเบาะแสที่ชัดเจน แต่เงินวัดที่หายไปยังไม่มีคำตอบที่น่าพอใจ เจ้าหน้าที่จึงยังคงเดินหน้าตรวจสอบอย่างละเอียด โดยหากพบว่ามีเจตนาปกปิดหรือทุจริต ก็อาจเข้าข่าย แจ้งความเท็จ หรือกระทั่ง ความผิดทางอาญาทุจริตเกี่ยวกับทรัพย์ของวัด ขอให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานให้เต็มที่ก่อน และเมื่อชัดเจนเมื่อไหร่ก็จะดำเนินการตามกฎหมายทันที