ประเทศกัมพูชาได้จัดพิธีเฉลิมฉลองครั้งสำคัญทั่วประเทศในวันนี้ (13 กรกฎาคม 2568) หลังองค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศขึ้นทะเบียน “แหล่งรำลึกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมรแดง” ประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์อาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง (Tuol Sleng Genocide Museum), ศูนย์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เจืองเอ๊ก (Choeung Ek Genocidal Centre), และ เรือนจำ M-13 ให้เป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ได้มีการตีฆ้องและกลองพร้อมกันทั่วประเทศในเวลา 07.00 น. เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองครั้งประวัติศาสตร์นี้ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลและประชาชนกัมพูชาให้กับการจดจำและเรียนรู้จากบทเรียนอันเจ็บปวดในอดีต

ด้านกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ของกัมพูชาเปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่กัมพูชาเสนอชื่อแหล่งมรดกโลกประเภทโบราณคดีที่ทันสมัยและไม่ใช่แบบคลาสสิก และยังเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งทั่วโลกที่ได้รับการยอมรับในฐานะสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในยุคใกล้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในคุณค่าสากลของสถานที่เหล่านี้ในฐานะพยานหลักฐานแห่งความโหดร้ายที่ไม่อาจลืมเลือน

ทางด้านของผู้อำนวยการบริหารของศูนย์เอกสารแห่งกัมพูชา กล่าวว่า การที่สามสถานที่นี้ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโก จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการให้ความรู้แก่คนรุ่นใหม่ทั้งในกัมพูชาและทั่วโลกเกี่ยวกับมรดกอันเจ็บปวดของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พร้อมย้ำว่าการจดจำประวัติศาสตร์เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก
สถานที่แห่งความทรงจำ
- พิพิธภัณฑ์อาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง (Tuol Sleng Genocide Museum)
เดิมเป็นโรงเรียนมัธยมปลายที่ถูกเปลี่ยนเป็น “ศูนย์ความมั่นคง 21” หรือ “S-21” ซึ่งเป็นเรือนจำลับและศูนย์ทรมานที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเขมรแดงในกรุงพนมเปญ - ศูนย์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เจืองเอ๊ก (Choeung Ek Genocidal Centre)
หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ทุ่งสังหาร” ตั้งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญไม่ไกล เป็นสถานที่ที่เหยื่อจาก S-21 และเรือนจำอื่นๆ ถูกนำมาสังหารหมู่และฝังในหลุมศพรวม - เรือนจำ M-13
ตั้งอยู่ในจังหวัดกำปงจาม เป็นอีกหนึ่งเรือนจำลับในเครือข่ายของเขมรแดงที่ใช้ในการกักขังและทรมานผู้คนในเขตภูมิภาค
การขึ้นทะเบียนแหล่งรำลึกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมรแดงโดยยูเนสโกในครั้งนี้ ซึ่งตรงกับการครบรอบ 50 ปีการขึ้นสู่อำนาจของระบอบเขมรแดง ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าแม้ความเจ็บปวดจะยังคงอยู่ แต่การจดจำและเรียนรู้จากประวัติศาสตร์คือหนทางสำคัญที่กัมพูชาเลือกเดิน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและสันติสุข
