คัดลอก URL แล้ว
ชาวชัยนาทกังวล! น้ำเหนือกำลังมา แต่หอเตือนภัยใช้การไม่ได้

ชาวชัยนาทกังวล! น้ำเหนือกำลังมา แต่หอเตือนภัยใช้การไม่ได้

น้ำที่กำลังหลากจากทางภาคเหนือะเข้าสู่ภาคกลางผ่านเขื่อนเจ้าพระยา มีมาขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสำนักงานชลประทานที่12 เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ออกประกาศเตือนไปยัง 7 จังหวัดภาคกลาง ประกอบด้วย อุทัยธานี , ชัยนาท , สิงห์บุรี , อ่างทอง , สุพรรณบุรี , พระนครศรีอยุธยยา และ จ.ลพบุรี ถึงสถานการณ์น้ำเหนือให้ระวังน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก ระหว่างนี้ไปจนถึงวันที่ 30 พ.ค.นี้ ที่คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำเหนือจะไหลมาถึงเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งจะปรับการระบายน้ำให้อยู่ในอัตราที่ 500-700ลบ.ม./วิ จะส่งผลทำให้พื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาทลงไป อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำเพิ่มขึ้น 1.00-1.20ม. ดังนั้นประชาชนที่มีบ้านเรือนอยู่ริมน้ำ และผู้ประกอบการธุรกิจหรือการก่อสร้างต่างๆในพื้นที่ริมน้ำ ควรเฝ้าระวังและสังเกตุความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ และติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิดต่อไปนั้น

ล่าสุดทีมข่าวโมโนนิวส์ ได้ลงพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ใน ต.หาดอาษา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่เป็นพื้นที่ต่ำ ที่มักจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนจุดอื่น จนทางราชการโดยศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จัดสรรงบประมาณมาสร้างหอเตือนภัยไว้ที่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าสำนักงานเทศบาลตำบลหาดอาษา เพื่อให้แจ้งเตือนภัย และประชาสัมพันธ์ข่าวสารในภาวะฉุกเฉิน หรือเกิดภัยพิบัติในพื้นที่

ทีมข่าวได้สอบถามทั้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่เทศบาลถึงหอเตือนภัย ซึ่งได้ข้อมูลว่า หอเตือนภัยจะมีการทดสอบระบบเข้ามาเดือนละ 1 ครั้ง ประมาณเช้าวันพุธแรกของเดือน โดยจะจะเปิดเพลงชาติไทยเพื่อเป็นสัญญาณว่า หอเตือนภัยยังสามารถใช้งานได้ แต่สำหรับหอเตือนภัยในจุดนี้ เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ได้ยินเสียงทดสอบระบบมา 4-5 เดือนแล้ว ไม่ทราบว่าอะไรเสีย เพราะหอเตือนภัยเป็นของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ท้องที่เข้าไปทำอะไรไม่ได้ โดยเมื่อถามว่าเวลาหน้าน้ำหลาก ทางเทศบาลอาศัยข้อมูลจากใหนในการรับมือสถานกาารณ์ เจ้าหน้าที่บอกว่า ก็มีทั้งข้อมูลที่กรมชลประทานส่งให้และการสังเกตและประเมินจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นคนพื้นที่มีความคุ้นชินกับสถานการณ์และพื้นที่อยู่แล้ว ทำให้สามารถรับมือได้มาโดยไม่มีปัญหา

ด้านนางสุด ผิวเณร ชาวบ้านในพื้นที่เปิดเผยว่า ไม่ว่าจะน้ำท่วมน้ำแล้ง ตนไม่เคยได้ยินเสียงของหอเตือนภัยที่ว่านี้เลย จะมีก็เสียงตามสายของหมู่บ้านที่ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง เพราะตัวลำโพงอยู่ไกลได้ยินไม่ชัด ส่วนการรับมือสถานการณ์นั้นก็เอาประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆ ในการคำนวณอัตราการขึ้นลงของน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อที่จะยกของขนของหนีน้ำได้ทัน เรียกได้ว่าพึ่งตัวเองมากกว่าพึ่งการเตือนภัยหรือข้อมูลจากภัยนอกที่มาไม่ถึงหรือมาล่าช้า


ข่าวที่เกี่ยวข้อง