คัดลอก URL แล้ว
มีผลพ.ค.นี้! “แบงก์ชาติ” จ่อให้สถาบันการเงินฯ ร่วมรับผิดชอบแก้ลูกค้าตาม พ.ร.ก.ไซเบอร์ ฉบับใหม่

มีผลพ.ค.นี้! “แบงก์ชาติ” จ่อให้สถาบันการเงินฯ ร่วมรับผิดชอบแก้ลูกค้าตาม พ.ร.ก.ไซเบอร์ ฉบับใหม่

วันที่ 28 เมษายน 2568 นางรุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงความคืบหน้าการกำหนดมาตรฐานของภาคธนาคาร ในการร่วมรับผิดชอบตาม พ.ร.ก. อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ยืนยันว่า ธปท. สนับสนุนหลักการของพระราชกำหนดฯ ดังกล่าว เพื่อยกระดับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ “ทุกภาคส่วน” มีหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมจัดการภัยทุจริตทางการเงิน หากละเลยหน้าที่และทำให้เกิดความเสียหายจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ โดยแต่ละหน่วยงานมีกลไกความรับผิดชอบ ดังนี้

เริ่มตั้งแต่ โทรคมนาคม , โซเซียลมีเดีย , สถาบันการเงิน หรือ สง. , ระบบ E-money , ธุรกิจ Digital Asset และความรับสุดท้าย คือ ประชาชน ย้ำว่า เมื่อทุกหน่วยงานปฏิบัติตามขั้นตอนครบแล้วแต่ประชาชนยังหลงกล แต่ยินยอมให้เงินไหลออกนอกบัญชีจนเกิดความเสียหายขึ้น ประชาชนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง ส่วนสัดส่วนการเยียวยา-ชดใช้จะต้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน

สำหรับในส่วนของกลไกสถาบันการเงิน หรือ สง. นางรุ่ง ระบุว่า ภายในต้นเดือนพฤษภาคม 2568 ธปท. จะออกประกาศเพื่อกำหนดมาตรฐานสำหรับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินที่ได้รับใบอนุญาตประเภทการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ หากละเลยการปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายแก่ลูกค้า มีรายละเอียด ดังนี้

  1. การป้องกันการสวมรอยเปิดบัญชีและการสวมรอยใช้งาน mobile banking อาทิ มีกระบวนการรู้จักลูกค้า ที่เข้มข้น ไม่แนบลิงก์ที่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายผ่าน SMS และอีเมล ลูกค้าสามารถใช้บริการ mobile banking ของแต่ละ สง. ได้เพียง 1 ชื่อบัญชีผู้ใช้งาน และใช้ได้กับ 1 อุปกรณ์เคลื่อนที่เท่านั้น มีกระบวนการยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงผ่าน mobile banking สำหรับการทำธุรกรรมโอนเงินที่มีมูลค่าตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป เป็นต้น
  2. การจำกัดความเสียหายและจัดการบัญชีม้า อาทิ แจ้งเตือนการทำธุรกรรมทุกครั้ง เมื่อมีการโอนเงินออกจากบัญชี ผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่ง เช่น mobile banking, LINE, SMS, อีเมล โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย ระงับการทำธุรกรรมและนำส่งข้อมูล ศปอท.กำหนด เป็นต้น
  3. กระบวนการรับแจ้งเหตุภัยทุจริตดิจิทัลที่รวดเร็ว สง. ต้องจัดให้มีช่องทางติดต่อเร่งด่วน (hotline) ทางโทรศัพท์ หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้เสียหายสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเวลาทำการ เป็นต้น

นอกจากนั้น นางรุ่ง ยอมรับว่า แนวทางข้อกำหนดใหม่ของแบงก์ชาติ หลายข้อมีความเข้มงวดมากกว่าประเทศสิงค์โปร และมีบางข้อที่เบากว่าสิงคโปร์ แต่ถือว่าข้อกำหนดังกล่าวสอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง