นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤติพลังงานและค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง ว่า ธปท.ได้มีการหารือเรื่องดังกล่าวกันพอสมควรในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยประเด็นสำคัญ คือ หากมีการนำวงเงินกู้ดังกล่าวออกมาใช้ จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะของไทยเข้าใกล้กรอบเพดานหนี้สาธารณะ 70% ภายในช่วงประมาณ 2 ปีข้างหน้า แม้อาจไม่เกิดขึ้นทันทีในปีนี้ก็ตาม
ซึ่งเมื่อกรอบหนี้สาธารณะเข้าใกล้ระดับดังกล่าว จะสะท้อนว่าพื้นที่ทางการคลัง หรือความสามารถในการใช้นโยบายการคลังของรัฐบาลจะเหลือน้อยลงมาก ขณะที่ นโยบายการเงินเองก็จำเป็นต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และต้องมุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริง เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน
ทั้งนี้ ในการหารือของ กนง. แม้ในขณะนั้นยังไม่ทราบตัวเลขวงเงินกู้ที่ชัดเจน แต่มีการพูดถึงแนวทางการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่า ควรเน้นการใช้จ่ายอย่าง “ตรงเป้า” โดยเฉพาะมาตรการด้านการบริโภค เพราะมองว่าความเสี่ยง หรือแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ (Shock) อาจเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง และไม่ควรใช้พื้นที่ทางการคลังทั้งหมดไปก่อน หากในช่วงที่เหลือของปีนี้หรือปีหน้า เกิดเหตุการณ์รุนแรงเพิ่มเติมขึ้นอีก
นายดอน กล่าวว่า คณะกรรมการยังให้ความสำคัญกับการใช้เม็ดเงินในส่วนที่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว มากกว่าการกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียว เพราะต้องการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยภายนอก
ขณะเดียวกัน เชื่อว่า ภาครัฐเอง ก็มีความระมัดระวังต่อสถานการณ์ด้านการคลัง และได้กำหนดแผนการคลังระยะปานกลางไว้แล้ว โดยมีเป้าหมายทยอยลดการขาดดุลทางการคลังจากระดับประมาณ 3.9% ให้เหลือราว 1.5% ในช่วงท้ายของแผน ซึ่งเป็นแนวทางที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ให้ความสำคัญและมองเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางการคลังของไทยในระยะข้างหน้า