พรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวสรุปภาพรวมผลการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และนายวีระเดช ภู่พิสิฐ ผู้สมัครนายก อบจ.ลำพูน จากพรรคประชาชน ผู้สมัครเพียงคนเดียวจากพรรคประชาชนที่สามารถได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งนายก อบจ.
โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวภายหลังจากเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่า พรรคประชาชนได้มีการติดตามผลการเลือกตั้งตลอดทั้งคืน ซึ่งขณะนี้ ผลการเลือกตั้งที่ออกมา น่าจะเป็นที่แน่ชัดแล้ว ในทุกๆ จังหวัด ทั้ง 47 จังหวัด ที่มีการเลือกตั้งในระดับ อบจ. ตนในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน อยากแสดงคำขอโทษถึงพี่น้องประชาชน ที่พวกเราอาจจะยังรณรงค์ในการให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในระดับท้องถิ่น หรือ อบจ. ยังไม่แข็งขันพอ ทำให้ในวันนี้ เราอาจจะยังมีนายก อบจ. ที่ไม่มากพอ เรายังรู้สึกเสียดายโอกาสที่อีกหลายๆ จังหวัด หากพรรคประชาชนสามารถรณรงค์ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์มากกว่านี้ เราก็อาจจะสามารถชนะการเลือกตั้งในระดับ อบจ.ได้ ทั้ง จังหวัดเชียงใหม่ , นครนายก , สมุทรปราการ , ตราด และสมุทรสงคราม ที่เรายังไม่สามารถเฉือนชนะการเลือกตั้งได้ และแพ้ไปเพียงไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
นายณัฐพงษ์ มองว่า หากดูจากผลการเลือกตั้ง จำนวนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ที่พรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจจากประชาชน รวมทั้งหมด 132 คน จาก 33 จังหวัด แบ่งเป็น จังหวัดที่พรรคส่งผู้สมัครนายก อบจ. 80 คน และจังหวัดที่พรรคไม่ได้ส่งผู้สมัครนายก อบจ.อีก 52 คน ยืนยันว่า ระดับ ส.อบจ.จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างแข็งขัน รวมถึงผลักดันการบรรจุงบประมาณต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้
ขณะที่ นายศรายุทธิ์ กล่าวว่า สำหรับการเลือกตั้งในวันเสาร์ ตนเชื่อว่าหลายคนคงอยากทราบว่า มีผลกระทบอย่างไรบ้าง จากข้อมูลที่เรามีอยู่จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขณะนี้ยังได้ไม่ครบ เราจึงนำจังหวัดที่นิ่งแล้วมาวิเคราะห์ดู และพบสิ่งที่น่าสนใจ คือมีจำนวนสัดส่วนผู้มาใช้สิทธิ์ลดลงแน่นอน จาก 62 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 55 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหายไป 7-8 เปอร์เซ็นต์ ที่ประชาชนไม่ได้มาใช้สิทธิ์ ยกตัวอย่าง จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ จันทบุรี , ภูเก็ต , นนทบุรี , สมุทรปราการ , สุราษฎร์ธานี , ชลบุรี และระยอง ซึ่งจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ที่ลดลงนี้ ก็อาจจะส่งผลต่อคะแนนการเลือกตั้งด้วย ดังนั้น เราจึงเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และอยากให้ กกต.ทบทวน แนวการประกาศวันเลือกตั้งในอนาคต ว่าการเลือกตั้งในวันเสาร์ สอดคล้องกับการดำเนินการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งในครั้งนี้ ถือว่าเป็นผลพิสูจน์บทหนึ่ง ว่าการเลือกตั้งในวันเสาร์ไม่ตอบโจทย์ต่อการใช้ชีวิตจริงของประชาชน และไม่เอื้อให้ประชาชนเข้ามาใช้สิทธิ์ได้
นายศรายุทธิ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีอยู่ 2 จังหวัด ที่เรามีความสงสัยคือ เชียงใหม่ และ สมุทรปราการ ซึ่งทีมงานยังจะคงต้องติดตามต่อไป โดยเฉพาะกรณีบัตรที่มีการระบุว่าเป็นบัตรเสียจำนวนไม่น้อย ที่เมื่อนำมาเทียบกับคะแนนแพ้ชนะแล้ว ก็อาจจะมีผลต่อผลการเลือกตั้ง ดังนั้น ในช่วงบ่ายของวันนี้ เราจะมีการไปยื่น กกต. เพื่อให้มีการตรวจสอบบัตรเสีย ว่ามีจำนวนถูกต้องตามที่ได้มีการเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้หรือไม่
เมื่อถามว่าที่จังหวัดลำพูนชนะ เพราะมีคนที่มาใช้สิทธิ์ค่อนข้างเยอะ จึงกลายเป็นการตอกย้ำว่าพรรคประชาชนแพ้ตั้งแต่เริ่มแข่ง เพราะมีข้อเสียเปรียบเยอะใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ไม่อยากให้โทษว่าเป็นประเด็นใดประเด็นหนึ่ง อย่างการแถลงตั้งแต่ครั้งแรก เรายืนยันว่า จำนวนของคนที่ออกมาแสดงพลังจะเป็นประโยชน์ที่สุดต่อการเลือกตั้ง แต่ขณะเดียวกัน เราเองอาจจะยังรณรงค์ไม่แข็งขันมากเพียงพอ ที่จะทำให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์น้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม การจัดการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใส ยุติธรรม และประชาชนสะดวกในการออกมาใช้สิทธิ์มากที่สุด ก็เป็นหน้าที่ของ กกต. และหากความผิดปกติ ก็จะดำเนินการต่อไป
ส่วนการเปิดหลักฐานเพิ่มเติม หากพบว่ามีความผิดปกตินั้น จะมีการร้องเพิ่มเติมหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า มีการยื่นเรื่องเข้ามาแล้วประมาณ 30 เรื่อง และมีการส่งให้ผู้สมัครไปยื่นเรื่องต่อแล้ว และตอนนี้มีเรื่องแจ้งเข้ามาเรื่อยๆ โดยกำลังตรวจสอบ อยู่ระหว่างการดำเนินการ และเรื่องหลัก ๆ เป็นกระบวนการการเลือกตั้ง อย่างในจังหวัดสมุทรปราการ ผู้มาใช้สิทธิ์ลดลง ถือว่าเป็นกรณีที่ผิดปกติ และขอให้รอติดตามดูต่อไป
ส่วนก่อนหน้านี้พรรคประชาชนตั้งเป้าจะได้ 4 หัวเมือง แต่ตอนนี้ได้เพียง 1 จังหวัด ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ตนเองไม่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น กรณีตัวอย่างของอบจ. จังหวัดลำพูน จะเห็นว่า ทันทีที่เราทราบผลการเลือกตั้งอย่างชัดเจน เราพร้อมที่จะลงมือทำงานทันที ไม่ต้องรอให้นายวีระเดช ได้รับรองตำแหน่ง เราพร้อมที่จะส่งทีมงานไปทำงานในพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอ ในจังหวัดลำพูน และก่อนถึงเดือนพฤษภาคมที่จะเป็นฤดูกาลที่ทางนายกฯ จะต้องเสนอร่างงบประมาณประจำปี 69 ตอนนั้นเราจะมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม และปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดลำพูน ส่วนไหนที่เราสามารถบรรจุได้ในงบเพิ่มเติมกลางปี 68 ส่วนไหนที่เราบรรจุในงบประมาณปี 69 เราก็พร้อมให้ประชาชนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของเรา
เมื่อถามว่าการชนะในพื้นที่จังหวัดลำพูน เพียงจังหวัดเดียว จะเป็นการเพิ่มความกดดันให้กับผู้สมัครหรือไม่ว่าครั้งต่อไป นายวีระเดช กล่าวว่า ไม่ได้กดดัน จริงๆ แล้วเราทำนโยบายมาก่อนแล้วว่า 4 ปีภายใต้กรอบงบประมาณ เราจะทำอะไรได้บ้าง มันตั้งอยู่บนความเป็นไปได้ ซึ่งถือว่าไม่กดดัน และทำได้อย่างแน่นอน
เมื่อถามว่ากรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปราศรัยบนเวทีว่า “แดงกินส้ม” ผลการเลือกตั้งตอนนี้สะท้อนตามวลีที่นายทักษิณพูดหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า จริงๆ ตนเองคิดว่าแล้วแต่การตีความ ว่าการกินส้มหมายถึงยังไง เพราะส้มเองก็เป็นผลไม้มงคล และที่จังหวัดลำพูนเอง ก็เป็นสนามหลักที่ตนเองคิดว่าเราจะสามารถพิสูจน์ฝีมือให้ทุกคนเห็น และการทำงานการเมืองที่มีคุณภาพ ทำงานอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา นำเสนอนโยบายให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนเห็นได้ น่าจะเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการที่เราโยนวลีใส่กันไปมา และใส่สื่อมวลชนผ่านหน้าสื่อ
ส่วนการที่นายทักษิณ ลงพื้นที่หาเสียง ก็ไม่ได้ชนะทุกเวที ถ้ามองในการเมืองภาพใหญ่นายทักษิณยังถือว่ามีมนต์ขลังหรือไม่ในการเลือกตั้ง นายณัฐพงษ์ ระบุว่า หากภาพรวมการเลือกตั้งทั้งประเทศ ต้องบอกว่าสัดส่วนที่ได้มากสุด คือผู้สมัครที่ประกาศลงในนามอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมืองใดโดยตรง แต่เราก็จะรู้ตามหน้าสื่อมวลชนอยู่แล้ว ว่าผู้สมัครใดที่สังกัดพรรคการเมืองใดในเบื้องหลัง เพราะฉะนั้น ในมุมหนึ่งตนเองคิดว่าสิ่งที่ตอนนี้เราเห็นเรื่องการไม่เต็มที่กับการกระจายอำนาจของพรรคเพื่อไทย ที่เป็นพรรคแกนนำของรัฐบาล อาจจะเกิดขึ้นได้จากการแข่งขันในสนามการเมืองท้องถิ่นหรือไม่ ในระหว่างพรรครัฐบาลด้วยกันหรือไม่ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องช่วยกันตั้งคำถามต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในวันที่ 3 ก.พ. ที่จะถึงนี้ นายณัฐพงษ์ และคณะจะลงพื้นที่ด่วน เพื่อขอบคุณประชาชนชาวลำพูน ที่มอบความไว้วางใจให้ว่าที่นายก อบจ. และจะมีกำหนดการประชุมหารือ ร่วมกับทีมพรรคประชาชน เพื่อร่างแผนงานในการผลักดันนโยบายท้องถิ่นต่อไป