คัดลอก URL แล้ว
หูอื้อ-หูวิ้ง อาการกวนใจที่ไม่ใช่แค่เรื่องของ “คนแก่” มนุษย์ออฟฟิศก็เสี่ยง!

หูอื้อ-หูวิ้ง อาการกวนใจที่ไม่ใช่แค่เรื่องของ “คนแก่” มนุษย์ออฟฟิศก็เสี่ยง!

หลายคนมักมีความเชื่อผิดๆ ว่าอาการ หูอื้อ หรือ มีเสียงวิ้งในหู เป็นเรื่องธรรมชาติของความเสื่อมตามวัยและจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะ “วัยทำงาน” และกลุ่มคนเมือง ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักซ่อนอยู่ในพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่คาดไม่ถึง

แยกให้ชัด “หูอื้อ” หรือ “หูวิ้ง” คุณกำลังเป็นแบบไหน?

ก่อนจะหาวิธีรักษา สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสังเกตลักษณะอาการของตัวเอง เพราะแต่ละรูปแบบสะท้อนถึงปัญหาสุขภาพที่ต่างกันดังนี้

อาการหูอื้อ (Ear Fullness / Hearing Loss): รู้สึกเหมือนมีอะไรอุดตันอยู่ในหู มีความรู้สึกตันๆ หนักๆ หรือบางครั้งรู้สึกเหมือนเคลียร์ลมในหูไม่ได้ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการได้ยินลดน้อยลงชั่วคราว

อาการหูวิ้ง (Tinnitus): รู้สึกเหมือนมีเสียงดังรบกวนภายในหูเพียงคนเดียว โดยที่ไม่มีแหล่งกำเนิดเสียงจากภายนอก ลักษณะเป็นเสียงซ่าๆ เสียงวี่ๆ หรือเสียงแหลมสูง ซึ่งอาจดังต่อเนื่องหรือดังแล้วหายไปเอง

สาเหตุยอดฮิตที่ “คนวัยทำงาน” มักมองข้าม

นอกจากปัญหาทางโครงสร้างหูตามปกติแล้ว สาเหตุที่พบได้บ่อยมากในปัจจุบันคือ “ท่อปรับความดันหูชั้นกลางอักเสบ” ซึ่งเป็นภาวะที่ไวต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างมาก โดยมีปัจจัยกระตุ้นหลักคือ

การอดนอนและพักผ่อนน้อย: เมื่อร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ระบบการทำงานของท่อปรับความดันในหูจะด้อยประสิทธิภาพลง ทำให้เมื่อตื่นมาจะรู้สึกหูอื้อและเคลียร์ลมไม่ได้ทันที

ความเครียดสะสม: ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบไหลเวียนโลหิตและเส้นประสาทที่ควบคุมการได้ยิน ทำให้เกิดเสียงวิ้งรบกวนในหู

ภาวะออฟฟิศซินโดรม: การนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆ หรืออยู่ในห้องแอร์ที่มีความดันอากาศคงที่ตลอดเวลา อาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและลามไปถึงความดันในหูชั้นกลางได้

แนวทางการดูแลและป้องกันด้วยตัวเอง

หากเริ่มมีอาการกวนใจแต่ยังไม่รุนแรง สามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

จัดตารางการนอนใหม่: ให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง เพื่อให้ระบบประสาทและท่อปรับความดันหูได้ฟื้นฟูเต็มที่

ลดพฤติกรรมทำร้ายหู: หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่เสียงดังเป็นเวลานาน หรือลดระยะเวลาการใส่หูฟังต่อเนื่องหลายชั่วโมง

จัดการความเครียด: ฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อช่วงคอ บ่า ไหล่ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนหูได้สะดวกขึ้น

สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด: หากพักผ่อนเต็มที่แล้วอาการยังไม่หายไป หรือมีอาการ “บ้านหมุน” ร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้าน หู คอ จมูก ทันที

อาการหูอื้อและหูวิ้งไม่ใช่สัญญาณของความเสื่อมตามวัยเสมอไป แต่บ่อยครั้งคือ “สัญญาณเตือน” ว่าร่างกายกำลังพักผ่อนไม่เพียงพอ การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และให้เวลากับการนอนหลับที่มีคุณภาพ คือวิธีรักษาที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี

ติดตามสาระสุขภาพดีๆ ในรายการ
Health Hacks
ดูย้อนหลังได้ที่แอป Monomax


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง