คัดลอก URL แล้ว
Lamborghini Urus Performante

Lamborghini Urus Performante ยกระดับ Super SUV ด้วยสมรรถนะใหม่ 666 แรงม้า

Lamborghini ยกระดับทั้งรูปลักษณ์ การควบคุม และสมรรถนะใหม่ของ Super SUV ให้แรง ล้ำ โดนใจสายซิ่ง ด้วย New Urus Performante รุ่นใหม่ล่าสุด

Lamborghini Urus Performante มาพร้อมกับการเปลี่ยนกันชนหน้าดุดัน และฝากระโปรงคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมช่องระบายอากาศ ที่มีให้เลือกทั้งแบบสีเดียวกับสีตัวถัง หรือแบบคาร์บอนไฟเบอร์เปลือยที่ให้อารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้น

ช่องดักอากาศแบบใหม่ ซุ้มล้อคาร์บอนไฟเบอร์ และสปอยเลอร์ขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งช่วยเพิ่มแรงกดด้านหลังได้ถึง 38% กับแผงดิฟฟิวเซอร์ท้าย กันชนหลังคาร์บอน ชุดท่อไอเสียไทเทเนียมจาก Akrapovič ที่ให้เสียงเครื่องยนต์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

นอกจากนี้ ลูกค้าสามารถเลือกหลังคาคาร์บอนไฟเบอร์ สปลิตเตอร์ด้านหน้าแบบคาร์บอนไฟเบอร์ และท่อไอดีสีดำ ที่ให้รูปลักษณ์ที่ดุดัน และลดน้ำหนักรถเพิ่มเติมได้

ภายในมาพร้อมเบาะหุ้มวัสดุ Alcantara สีดำแบบมาตรฐาน, ชิ้นส่วนอลูมิเนียมอะโนไดซ์สีดำ และพวงมาลัยแบบสปอร์ตหุ้มหนังพื้นเรียบ กับ Alcantara โดยทางบริษัทฯ จะนำเสนอแพ็คเกจตกแต่งพิเศษเพิ่มเติมมากมาย

หนึ่งในนั้นคือ Dark Package มาพร้อมสวิตซ์เคลือบสีดำด้านที่เรืองแสงได้ กับแพ็คเกจ Ad Personam เช่น แผ่นปิดคาร์บอนไฟเบอร์แบบด้าน และมือจับประตูสีแดง

แน่นอนว่าตัวรถมาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ความจุ 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ ที่ได้รับการปรับปรุงสมรรถนะใหม่ให้สูงถึง 666 แรงม้า (PS) แรงบิด 850 นิวตันเมตร หรือพิ่มขึ้น 16 แรงม้า มอบอัตราเร่งจาก 0-100 กม. / ชม. ใน 3.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 306 กม. / ชม.

เมื่อรวมกับการลดน้ำหนักขั้นสุดจากชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ ส่งผลให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงถึง 47 กก. และให้อัตราส่วนต่อแรงม้า และน้ำหนักที่ดีกว่าเดิม

ควบคู่กับการอัพเกรดช่วงล่างใหม่ด้วยสปริงเหล็กแบบใหม่ที่สั้นลง 20 มม. ระยะแทร็กเพิ่มขึ้น 16 มม. พวงมาลัยปรับเทียบใหม่ รวมถึงล้อน้ำหนักเบาขนาด 22 หรือ 23 นิ้วที่มีสลักเกลียวไทเทเนียม และยาง Pirelli P Zero ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับโหมดการขับเคลื่อนที่ปรับปรุงใหม่ โดยเฉพาะโหมด Rally ที่ได้รับการปรับปรุงป้องกันการโคลงของรถที่มากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้ ทำให้ Lamborghini Urus Performante สร้างสถิติใหม่ที่ Pikes Peak ด้วยเวลา 10:32.064 ทำลายสถิติ SUV รุ่นก่อนหน้าที่ 10:49.902

สำหรับกำหนดการส่งจะเริ่มในปลายปีนี้ในราคาเริ่มต้นที่ 260,676 ดอลลาร์ หรือราว ๆ 9.38 ล้านบาท