คัดลอก URL แล้ว
เท่ทะลุทศวรรษ : 30 ปี หลิวเต๋อหัว จากขวัญใจจอแก้ว สู่ดารายืนหนึ่งแห่งวงการหนังฮ่องกง
เท่ทะลุทศวรรษ : 30 ปี หลิวเต๋อหัว จากขวัญใจจอแก้ว สู่ดารายืนหนึ่งแห่งวงการหนังฮ่องกง

เท่ทะลุทศวรรษ : 30 ปี หลิวเต๋อหัว จากขวัญใจจอแก้ว สู่ดารายืนหนึ่งแห่งวงการหนังฮ่องกง

เท่ทะลุทศวรรษ : 30 ปี หลิวเต๋อหัว จากขวัญใจจอแก้ว สู่ดารายืนหนึ่งแห่งวงการหนังฮ่องกง

ชายหนุ่มในชุดเจ้าบ่าวสีขาวเปื้อนเลือดกำลังควบมอเตอร์ไซค์คันโตซ้อนเจ้าสาวแล่นไปตามถนนยามค่ำคืน ทว่าเจ้าสาวกลับไม่รู้เลยว่า เจ้าบ่าวของเธอนั้นต้องคอยใช้มือซับเลือดทางจมูกที่ไหลไม่หยุด และเส้นทางที่เธอไปนั้น เขาจะทอดทิ้งเธอไว้กลางทาง …เพื่อมุ่งหน้าไปสู่วาระสุดท้ายของชีวิต

ภาพนั้นคือภาพจำของ หลิวเต๋อหัว นักแสดงชาวฮ่องกงผู้ครองใจคนไทยมานานนับ 40 ปี ถ้านับตั้งแต่การเป็นดาราจอแก้วในหนังจีนชุดทางช่องทีวีบีตลอดทศวรรษ 80 จนถึงการแจ้งเกิดด้วยหนังเรื่อง ‘ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ’ (พ.ศ. 2533) และยังคง ‘ยืนหนึ่ง’ มีงานต่อเนื่องแบบปีต่อปีจนถึงปัจจุบัน

ตลอดช่วงระยะเวลาการทำงานที่ผ่านทั้งยุคทองและยุคตกต่ำของหนังฮ่องกง หลิวเต๋อหัวไม่ได้แค่มีบทบาทในฐานะดาราหนัง แต่ยังเป็นนักร้อง, โปรดิวเซอร์หนัง และคอยผลักดันวงการหนังฮ่องกงในเบื้องหลังมาโดยตลอด จนทำให้เขาไม่ได้แค่เป็นที่รักของคนดูเท่านั้น แต่ยังเป็นที่รักของคนในวงการหนังฮ่องกงเสมอมาด้วย

ต่อไปนี้คือช่วงชีวิตอันสมบุกสมบัน-จากตกต่ำสู่รุ่งโรจน์-ผ่านหนังเด่นแต่ละเรื่องในช่วงชีวิตสำคัญๆ ของผู้ชายคนนี้

‘มังกรหยก ภาค 2’

จอมยุทธอินทรี

หลังจาก ‘มังกรหยก’ ภาคแรกส่งให้ หวงเย่อหัว ดาราร่วมรุ่นสังกัดทีวีบี (TVB – สถานีโทรทัศน์ช่องสำคัญของฮ่องกง) โด่งดังข้ามคืนในบท ก๊วยเจ๋ง แผนการสร้างภาคสองที่เล่าเรื่องรุ่นลูกอย่าง เอี๊ยก๊วย ก็แทบจะถ่ายทำต่อทันที ซึ่งบทเอี๊ยก๊วยนี่เองเป็นบทแรกที่ทำให้คนดูชาวไทยรู้จักหลิวเต๋อหัวใน ‘มังกรหยก ภาค 2 ตอน จอมยุทธอินทรี’ (ละครชุด, 2526)

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2522 หลิวเต๋อหัวในวัยรุ่นเพิ่งจากครอบครัวที่ยากจนมา ใฝ่หาโอกาสในวงการแสดงโดยเริ่มต้นอาชีพด้วยบทตัวประกอบและนักแสดงสมทบ เขามีนิสัย ‘ถ่อมตัว สมถะ และทำงานหนัก’ เปี่ยมพลังด้านบวกอย่างเหลือเชื่อ เมื่อสมัครเรียนการแสดงและการต่อสู้กับทางทีวีบี ก็ประจวบเหมาะกับทางช่องมีโครงการจะปั้นนักแสดงหนุ่มกลุ่มใหม่ขึ้นเป็นดาราประจำช่อง เพื่อนร่วมรุ่นของหลิวเต๋อหัวนอกจากหวงเย่อหัวแล้วยังมี เหมียวเฉียวเหว่ยทังจินเยี่ย และ เหลียงเฉาเหว่ย พวกเขาได้สมญาว่า ‘ห้าพยัคฆ์ทีวีบี’

ความนิยมของละครชุดในช่วงทศวรรษนี้แทบจะแซงหน้าวงการหนังฮ่องกงที่ร่อแร่ ในช่วงต้นทศวรรษมีแต่หนังตลกที่ทำเงิน คนไม่ดูหนังดราม่า กระแสหนังกังฟูโบราณเริ่มซา โลกบู๊ลิ้มกำลังครองจอแก้วพร้อมๆ กับกลุ่มห้าพยัคฆ์ทีวีบีที่ดังสนั่นปฐพี ซึ่งหลังความสำเร็จของ ‘มังกรหยก 2’ หลิวเต๋อหัวยังได้รับบทเด่นๆ ในละครชุดอีกหลายเรื่อง อาทิ ‘ขุนศึกตระกูลหยาง’, ‘อุ้ยเสี่ยวป้อ’,  ‘ฮ่องเต้เจ้าสำราญ’ ฯลฯ ทีวีบีต้องการให้เขาเซ็นสัญญาผูกมัดยาว 5 ปี แต่หลิวเต๋อหัวปฏิเสธเพื่อมุ่งสู่วงการหนังเต็มตัว นั่นทำให้ทีวีบีขึ้นแบล็คลิสต์เขาในปลายทศวรรษ 80 แล้วไปดันดาราร่วมรุ่นอย่างเหลียงเฉาเหว่ยขึ้นมาแทน

God of Gamblers 2

คนตัดคน

แม้จะเริ่มแสดงหนังเรื่องแรก Boat People (‘ใส่ความบ้าท้านรก’, 2525) ของผู้กำกับ แอน ฮุย จนได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมในงาน Hong Kong Film Awards ขณะที่หนังฮ่องกงเริ่มฟื้นตัวในช่วงกลางทศวรรษ หนังทันสมัยได้รับความนิยมแทนที่หนังกังฟูโบราณ หนังยอดนิยมคือหนังบู๊และหนังเจ้าพ่อ มีจำนวนการสร้างหนังเพิ่มขึ้นมาก

แต่การติดแบล็คลิสต์ในช่วงกลางทศวรรษนี้ ทำให้ผู้สร้างหนังหลายคนคิดหนักที่จะดึงหลิวเต๋อหัวมาร่วมงาน มีเพียง โจวเหวินฟะ ดารารุ่นพี่ซึ่งกำลังดังเปรี้ยงจาก A Better Tomorrow (‘โหดเลวดี’, 2529) ที่ยังเชื่อมั่นในตัวเขา ชวนมาเล่นประกบกันใน Rich and Famous (‘ต้นตระกูลโหด’, 2530) และ Tragic Hero (‘บริษัทโหด’, 2530) รวมถึงหนังดังสุดๆ อย่าง God of Gamblers (‘คนตัดคน’, 2532) ที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้สร้างรายอื่นนำหลิวเต๋อหัวไปรับบทนำและบทประกบ

หลิวเต๋อหัวเล่นบทนักเลงกระจอกที่อยากเป็นเซียนพนันของเขาได้เข้าขาสุดๆ กับบทโคตรเซียนความจำเสื่อมของโจวเหวินฟะ ซึ่งในเรื่องนี้เขายังมีโอกาสแสดงบทตลก ล้างภาพคนหนุ่มสุดเดือดจากหนังเรื่องก่อนๆ ไปหมด จนทำให้เจ้าตัวมีโอกาสได้เล่นหนังแนวอื่นๆ มากขึ้น นอกจากหนังแอ็กชั่นและหนังนักเลง

As Tears Go By

จนแค่ช่วงสองปีระหว่าง 2530-2531 หลิวเต๋อหัวก็มีงานหนังมากถึง 25 เรื่อง ผิดจากช่วงติดแบล็คลิสต์ที่เขามีหนังเพียง 2-3 เรื่องต่อปีเท่านั้น แต่ไม่มีเรื่องไหนที่คนดูจะจดจำเขาในฐานะ ‘พระเอก’ ได้เลย เพราะหลิวเต๋อหัวมักถูกจับประกบดาราที่ใหญ่กว่า หรือต้องเล่นร่วมกับพระเอกหลายๆ คนจนไม่มีโอกาสได้แสดงนำแบบเดี่ยวๆ

ทว่า ‘โอกาส’ ในช่วงเวลานี้เองที่ทำให้เขาได้ร่วมงานกับ หว่องกาไว (As Tears Go By – ‘ทะลุกลางอก’ และ Days of Being Wild – ‘วันที่หัวใจรักกล้าตัดขอบฟ้า’) ซึ่งเขายังคงได้รับบทนักเลงเช่นเคย หากแต่ช่วงเวลานี้แหละที่หลิวเต๋อหัวเริ่มนับถือโจวเหวินฟะเป็น ‘พี่ใหญ่’ และ ‘ยึดมั่นในการให้โอกาสคน’ จนทศวรรษต่อมาเมื่อวงการหนังทีวีตกต่ำลง เพื่อนๆ ร่วมรุ่นทีวีบีต้องดิ้นรนหางานแสดงหนัง ก็เป็นหลิวเต๋อหัวนี่เองที่ให้โอกาสเพื่อนๆ มาเล่นหนังที่เขาสร้างหรือนำแสดงด้วยกันหลายเรื่อง

A Moment of Romance ‘ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ’

ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ

A Moment of Romance (‘ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ’, 2533) ได้เปลี่ยนชีวิตหลิวเต๋อหัวและวงการหนังฮ่องกงอย่างแท้จริง จากสถานะดาราประกบและดารานำหนังเล็กๆ สู่การเป็นดาราทำเงินยืนหนึ่งจนถึงปัจจุบัน ในบทนักเลงหนุ่มผู้พบรักกับคุณหนูแสนดีไฮโซ ที่สุดท้ายความรักทั้งคู่กลับกลายเป็นโศกนาฎกรรมแห่งการพลัดพราก คนดูน้ำตาไหลกันทั่วโรง สร้างกระแสแฟชั่นหนุ่มเสื้อยีนส์ขับมอเตอร์ไซค์คันโตทั้งในฮ่องกงและประเทศไทย

ยังทำให้ภาพ ‘นักเลงหนุ่ม’ กลายเป็นภาพจำของหลิวเต๋อหัวตลอดทศวรรษนี้ เขากลายเป็นดาราขายดีชนิดที่ว่ารับเล่นทั้งบทนำและรับเชิญเพื่อเรียกคนดู กลายเป็นที่รักของคนในวงการ ช่วงเวลา 20 ปีจากทศวรรษ 2528-2548 เขาเล่นหนังมากถึง 108 เรื่อง ซึ่งทำเงินรวมทั้งหมดถึง 1,733 ล้านเหรียญฮ่องกง และไม่เคยรับเล่นหนังชาติอื่นใดนอกจากฮ่องกงเลย!

แต่การถูกผูกติดในบทนักเลงหนุ่มกลับทำให้ชีวิตอีกด้านของหลิวเต๋อหัวในฐานะ ‘นักร้อง’ ดูจะเป็นที่สิ่งที่เขารักและได้เป็นตัวของตัวเองมากกว่า เขามีเพลงดังหลายๆ เพลงขึ้นชาร์ตติดอันดับ เปิดการแสดงคอนเสิร์ตใหญ่แทบทุกปี จนได้ขึ้นแท่นนักร้องหนุ่มเบอร์ต้นๆ ของฮ่องกง

หลิวเต๋อหัวได้ชื่อว่าเป็นดาราที่เป็นมิตรกับแฟนหนังและสื่อมาก ทุกครั้งที่เขาออกงานต่างๆ เขาจะให้เวลาทักทายแฟนๆ และถ่ายรูปร่วมกันนานเท่าที่จะทำได้ เมื่อขึ้นรับรางวัลบนเวที เขามักกล่าวขอบคุณทีมงานอย่างถ่อมตัว และแม้งานนั้นๆ จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด เขาก็จะให้สัมภาษณ์สื่อหลังงานด้วยรอยยิ้มทุกครั้ง

Infernal Affairs

สองคนสองคม

หลังปี 2540 หลังสัญญาเช่าของอังกฤษหมด ฮ่องกงกลับคืนสู่จีน วงการหนังฮ่องกงเข้าสู่สภาวะชะงักงัน ผู้สร้างไม่กล้าลงทุนเพราะไม่มั่นใจในทิศทางของประเทศ ขณะเดียวกันนักแสดงและผู้กำกับหนังฮ่องกงเบอร์ต้นๆ ต่างไปแสวงโชคที่ฮอลลีวูดกันหมด ไม่ว่าจะเป็นโจวเหวินฟะ, จอห์น วู, ฉีเคอะ และ เฉินหลง วงการหนังฮ่องกงไม่ต่างจากเรือที่กำลังจม คนบนเรือรีบกระโจนลงทะเลหนีตาย ก่อนที่ตลาดในจีนจะเป็นขุมทองใหญ่ของคนทำหนังฮ่องกงในทศวรรษหลัง

แต่หลิวเต๋อหัวไม่สนใจการไปฮอลลีวูด เขายืนหยัดที่จะแสดงหนังฮ่องกงต่อไป หนึ่งในหนังเรื่องสำคัญที่ชุบชีวิตวงการหนังฮ่องกงให้กลับมาอีกครั้งคือ Infernal Affairs (‘สองคนสองคม’, 2543) หนังที่เขานำแสดงคู่กับเหลียงเฉาเหว่ย-อดีตเพื่อนร่วมรุ่นทีวีบีคนสำคัญ การผนึกกำลังของสองพระเอกแห่งยุคทำให้หนังประสบความสำเร็จอย่างสูง ยกระดับคุณภาพหนังฮ่องกงสู่มาตรฐานฮอลลีวูด ผู้กำกับระดับโลกอย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี ถึงขั้นรีเมคหนังเรื่องนี้เป็น The Departed จนได้รางวัลออสการ์

Infernal Affairs สร้างมาตรฐานการทำงานใหม่ให้คนทำหนังฮ่องกง หนังแก๊งสเตอร์หลายเรื่องถูกสร้างตามความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ ขณะเดียวกันหลิวเต๋อหัวก็เริ่มไปร่วมเปิดตลาดหนังจีน ด้วยการร่วมงานกับ จางอี้โหมว ใน House of Flying Daggers และ เฟิงเสี่ยวกัง ใน A World Without Thieves

Infernal Affairs

หากหลิวเต๋อหัวก็ไม่เคยทิ้งวงการหนังฮ่องกง เพราะทุกปีเขาจะรับงานหนังจีนและฮ่องกงสลับกัน หนึ่งในการยืนหยัดเคียงข้างฮ่องกงนอกจอที่ได้ใจแฟนๆ แบบสุดๆ คือการที่เจ้าตัวโพสต์ว่า “No tear gas, no violence, no abuse.” เพื่อเรียกร้องให้ตำรวจยุติการใช้กำลังกับกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษาและประชาชนฮ่องกงที่เริ่มเมื่อเดือนกันยายน 2557 ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ‘การปฏิวัติร่ม’ ซึ่งมุ่งเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้งผู้ว่าการเกาะฮ่องกงโดยตรงโดยที่ไม่ถูกแทรกแซงจากจีนแผ่นดินใหญ่ ยังมีดาราดังอื่นๆ เช่น โจวเหวินฟะและเหลียงเฉาเหว่ยออกมาสนับสนุนด้วย

พอเขาออกมาประกาศแบบนี้ ทางรัฐบาลจีนเลยสั่ง ‘แบน’ สื่อต่างๆ ที่จะโปรโมตหนังของหลิวเต๋อหัวและโจวเหวินฟะที่เตรียมเข้าฉายในจีนทั้งคู่ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าการออกมาประกาศตัวยืนข้างฮ่องกงในกรณีนี้ จะทำให้เขาโดนหมายหัวโดยรัฐบาลจีน และอาจส่งผลต่อหนังที่ทั้งคู่กำลังเข้าฉายในจีน อันนับเป็นตลาดอันดับ 1 ของคนทำหนังฮ่องกงในปัจจุบันก็ตาม โดยช่วงเวลานั้นหลิวเต๋อหัวใกล้จะมีหนังฉายในจีนหลายเรื่อง อาทิ Saving Mr. Wu และ Lost and Love

ใน Saving Mr. Wu (2558, ติงเฉิง) หลิวเต๋อหัวรับบท คุณวู ดาราฮ่องกงชื่อดังที่ถูกจับไปเรียกค่าไถ่ และต้องเอาชีวิตรอดแข่งกับเวลา หลังโจรโหดประกาศว่าจะฆ่าวูภายในเวลา 3 ทุ่มวันรุ่งขึ้น-ไม่ว่าจะได้เงินหรือไม่ก็ตาม …หนังลุ้นระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ คนดูต้องเอาใจช่วยหลิวเต๋อหัวต่อกรกับเหล่าร้ายด้วยสมอง ไม่ใช่ด้วยปืน หมัด หรือมีดตามแบบบทพระเอกนักบู๊อย่างที่เราคุ้นชิน – ถือเป็นหนังคืนฟอร์มของหลิวเต๋อหัว

ถึงกระนั้น ความนิยมในตัวเขาในจีนก็ไม่เคยเสื่อมลงเลย เพราะ 5 ปีหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ผลงานเรื่อง The White Storm 2 – Drug Lords ก็เปิดฉายในจีนเป็นอันดับหนึ่งด้วยรายได้ 62.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ล้มแชมป์เก่าอย่าง Spider-Man: Far From Home ให้ตกบัลลังก์ไปอย่างยิ่งใหญ่ และทำรายได้รวมตอนนี้อยู่ที่ 138 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

Shock Wave 2 คนคมถล่มนิวเคลียร์

คอหนังฮ่องกงห้ามพลาด! กับครั้งแรกบนจอฟรีทีวีไทยในโปรแกรม Premium Blockbuster Thailand Premiere วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคมนี้ เวลา 18.00 น. ช่อง MONO29 ในภาพยนตร์เรื่อง “Shock Wave 2 | คนคมถล่มนิวเคลียร์” พบการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในรอบ 18 ปี ของ “หลิวเต๋อหัว” และ “หลิวชิงหวิน” ในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระห่ำเกาะฮ่องกง หลังจากภาคแรกได้รับความสำเร็จและได้รับชื่อเสนอเข้าชิงรางวัลฮ่องกงฟิล์มอวอร์ด ถึง 7 รางวัล ครั้งนี้ ผู้กำกับมือทอง “เฮอร์แมน เหยา” กลับมาส่งความมันส์มาให้ได้ลุ้นกันอีกครั้ง ซึ่งภาคนี้ทุ่มทุนสร้างกว่า 40 ล้านเหรียญฯ นำทีมกู้ระเบิดครั้งนี้โดย หลิวเต๋อหัว, หลิวชิงหวิน, หนี หนี่ มาร่วมหาทางรอดกับโคตรภารกิจ ที่มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่จะหยุดนิวเคลียร์ได้!!!

Premium Blockbuster Thailand Premiere ภูมิใจเสนอ


Shock Wave 2 | คนคมถล่มนิวเคลียร์
วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคมนี้ เวลา 18.00 น. ทางช่อง MONO29

สามารถชมทางออนไลน์ได้ที่ : https://mono29.com/livetv

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์

https://bioscope.mthai.com/


Tag :
A Moment of Romance
andy lau
As Tears Go By
God of Gamblers 2
Infernal Affairs
Saving Mr. Wu
Shock Wave
Shock Wave 2
คนคมถล่มนิวเคลียร์
คนตัดคน
จอมยุทธอินทรี
ดาราฮ่องกง
ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ
มังกรหยก
สองคนสองคม
หลิวเต๋อหัว

FaceBook Comment

Movie & Series Talk

เพิ่มเติม >>