สมองเราใช้งานแค่ 10% จริงหรือ?? แล้ว CPH4 ช่วยได้ไหม??
สมองเราใช้งานแค่ 10% จริงหรือ?? แล้ว CPH4 ช่วยได้ไหม??

สมองเราใช้งานแค่ 10% จริงหรือ?? แล้ว CPH4 ช่วยได้ไหม??

สมองเราใช้งานแค่ 10% จริงหรือ?? แล้ว CPH4 ช่วยได้ไหม??

ควันหลง “Lucy ลูซี่ สวยพิฆาต” ใครที่ดูไปแล้วเมื่อวาน ทางช่อง Mono29 อาจจะมึนๆแล้วเฝ้าถามตนเองอยู่ว่า อ้าวๆ เราใช้สมองแค่ 10% เองเหรอ แล้วไอ้ 90% ของสมองเรามันเก็บข้อมูลอะไรอยู่ว้า ถ้าปลดล็อคได้ เราจะระลึกชาติได้มั้ย หรือเราจะเห็นภาพอดีตที่บรรพบุรุษเราเห็นได้มั้ยหว่า ว่ากันไปนั่น เรามาเรียนรู้หลักการจริงๆของสมองกันดีกว่า

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสมอง

สมองเรามีน้ำหนักเท่ากับ 2% ของร่างกาย แต่ว่า สมองดูดซึมพลังงานถึง 20% ที่ร่างกายบริโภค(จากอาหาร)ทั้งหมด สมองแบ่งเป็นหลายส่วน ตามที่เราทราบคือ ด้านซ้าย ด้านขวา ด้านหน้า ด้านหลัง ซึ่งแต่ละส่วนจะทำงานต่างๆกัน เช่นการควบคุมประสาทและการเคลื่อนไหวร่างกาย การวิเคราะห์ตัดสินใจ ความคิดเชิงตรรกะ ความคิดเชิงศิลปะ

 

 

ทำไมเราใช้งานแค่ 10%

จริงๆแล้ว คำว่าทำงานแค่ 10% มีการกล่าวว่า ในบรรดา 86 พันล้านนิวรอน (เซลล์ประสาท) สมองตื่นตัวอยู่ตลอด แม้กระทั่งตอนนอนและฝัน แต่จะมีสมองเฉพาะส่วนที่ทำงานเฉพาะงาน ณ เวลาหนึ่งๆ (เช่น เล่นเกม หรือ ดูหนัง) อยู่ไม่เกิน 10%  ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่เคยมีนักวิทยาศาสตร์วัดออกมาว่า คำว่า “ปกติ” ของคนเราคือ 10% หรือเปล่า แต่คร่าวๆคือไม่เกินนี้ และก็เลยติดปากกันมาเรื่อย (หลังจากนี้ เราจะใช้คำว่า การทำงานแบบปกติก็แล้วกัน)

 

ถ้าสมองทำงานเกินปกติล่ะ

ตามข้อมูลทั่วไป เกี่ยวกับสมองเบื้องต้น การทำงานของสมองแบบปกติ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง และร่างกายก็ใช้พลังงาน 20% ของทั้งหมดอยู่แล้ว ดังนั้นถ้า สมองเราทำงานมากกว่านี้ละก็ ร่างกายก็จะต้องดูดซึมพลังงานมากกว่านี้อีก และเราต้องรับประทานมากขึ้นแน่ๆ

และหลายคนก็มองว่าการทำงานแบบนั้น เป็นไปได้ยาก เพราะการทำงานเกินปกติ หมายความเราต้องทำงานที่ต้องคิดหลายๆส่วนพร้อมกัน (เช่น มือเล่นเกม ตาดูหนัง และเท้าเตะบอล เป็นต้น) ซึ่งมันจะใช้ความตั้งใจพร้อมๆกันหลายอย่าง และมันจะดีซักอย่าง สรุปคือ มันยากมาก แต่การทำงานบางอย่างแบบเข้าจังหวะ เช่น ตีกลอง (มือขวา มือซ้าย และเท้า) แบบนี้ล่ะครับ จะเป็นการฝึกให้สมองทำงานพร้อมๆกันมากกว่าปกติ

 

 

แล้ว ไอน์สไตน์ ใช้งานสมองกี่ %

มีคนพยายามชันสูตรสมองของไอน์สไตน์ ซึ่งก็ไม่สามารถบอกได้หรอกว่า เขาใช้สมองกี่ % แต่สิ่งที่บอกได้คือ สมองของไอน์ไตน์ มีรอยหยักที่ถี่และแน่นกว่าปกติ ซึ่งก็ทำให้การสื่อสารของเซลล์สมองของเขาเร็วกว่าคนทั่วไป (สรุปคือ รอยหยักซินะที่แตกต่าง อาจจะไม่ใช่ % การทำงานของสมอง)

 

จริงๆแล้วสมองไม่ได้ทำงานแค่ 10% หรอก

ตามที่ชี้แจงข้างต้น สมองทำงานทั้งหมด แต่ทำงานแต่ละช่วงเวลาคนละส่วนกันก็เท่านั้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ด้านสมองก็มองว่า การพูดว่า “สมองทำงานเพียง 10% เท่านั้น และยังมีอีก 90% ที่ไม่ได้ทำงาน (idle)” และเก็บความลับที่เรายังไม่รู้นั้น ไม่ถูกต้องนะครับ

ไม่มีสมองส่วนไหนที่เป็นความลับ (ไม่งั้นเราจะมีสมองใหญ่ทำไมล่ะ ตามกฎวิวัฒนาการส่วนไหนไม่ใช้ มันจะเล็กลงนะ ถ้าเล็กลง หายไป 90% สมองเราก็จะเท่าสมองแพะเลยล่ะ แบ๊ะๆ) และถ้าสมองทำงานไม่ครบ เราจะมีอาการประเภท พาร์คินสัน ก็คือ การขยับเยื้อนร่างกาย หรือการพูด จะไม่ต่อเนื่อง

 

 

แล้วหน่วยความจำใน DNA ล่ะ

DNA คือ หน่วยถ่ายทอดพันธุกรรม ซึ่งมี “ความจำ” บางอย่างอยู่ในรหัสพันธุกรรมทำให้เรามีรูปร่างหน้าตาคล้ายพ่อแม่เรา (ก็เพราะมันรู้จำลักษณะโครงร่างหน้าตาประจำตระกูล) จึงมีการถกเถียงกันว่า ความรู้จำที่ว่าที่อยู่ในรหัสพันธุกรรมของเรานั้น มันจำเฉพาะลักษณะร่างกายสำหรับการถ่ายทอดพันธุกรรมเท่านั้น หรือมันได้เก็บความจำของบรรพบุรุษของเราว่าได้พบเห็นอะไรมาบ้าง (เหมือนในหนังเรื่อง Lucy)

 

 

ถ้าคุณอ่านเนื้อหาตั้งแต่ต้นมา คุณจะรู้ว่า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ DNA จะเก็บความทรงจำของบรรพบุรุษผ่านลูกหลานได้ เพราะนั่นหมายความว่า DNA จะต้องมี นิวรอน (เซลล์ประสาท) เยอะมาก และต้องการบริโภคพลังงานเยอะมาก ดังนั้น DNA ก็คือ DNA เนอะที่เก็บ “แบบร่าง” ไม่ใช่ “ความจำ” (เปรียบเสมือน พิมพ์เขียว หรือ แบบร่างดีไซน์ของการผลิตคอมพิวเตอร์ในโรงงาน ทำให้ ทุกๆเครื่องเหมือนกัน) ส่วนสมองก็คือสมองซึ่งประมวลผลและเก็บความจำ (หรือ เปรียบเสมือน CPU บวกฮาร์ดดิสก์ในคอมพิวเตอร์) สองอย่างคนละเรื่องคนละหน้าที่

 

ทำอย่างไรที่เราจะฉลาดขึ้น ใช้สมองได้เต็มที่

มีหลายสิ่งเหมือนกันที่ทำให้ใช้สมองได้มากขึ้น หรือเรียกว่าฝึกสมอง ได้แก่

  • การเล่นดนตรี ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ประสาทสัมผัสเสียงพร้อมๆกับการเคลื่อนไหวร่างกาย
  • การใช้งานมือซ้ายและมือขวาพร้อมๆกัน หรือผลัดใช้มือที่ไม่ถนัดบ้าง
  • การเล่นเกมประเภท puzzle ปริศนา ต่างๆ

 

 

อัจฉริยภาพเกินปกติ มีหรือเปล่า

มีเยอะเลย ซึ่งเรารู้จักกันในนาม IQ ไงล่ะ แต่อัจฉริยภาพที่เราๆกำหนดกันขึ้นมาให้ก็มี EQ ด้วย ทำไมน่ะหรือ

เรามีอัจฉริยภาพหลายๆกรณี ที่คนที่มี IQ สูงกลับมี EQ น้อย หรือบางคนฉลาดมากแต่ไม่สามารถเข้าสังคมได้ บางคนถอดสมการคณิตศาสตร์ยากๆได้ทั้งๆที่อยู่ในอาการออทิสติก คนเหล่านี้ต้องมีคนเข้าใจ ดูแลเป็นพิเศษ ปัจจุบัน มีการดูแลที่ดีขึ้น และหลายคนกำลังค้นพบสูตรวิทยาศาสตร์ที่น่าจะได้รางวัลโนเบลในอนาคตด้วยล่ะ

 

 

สุดท้ายเลย สารกระตุ้นสมอง CPH4 มีจริงเหรอ

มันพอจะมีอยู่บ้าง สำหรับสารอาหารบางอย่างที่ช่วยให้การทำงานของเซลล์ประสาทสมองทำงานปรู๊ดปร๊าด ปลอดโปร่งได้บ้าง แต่สารกระตุ้นสมองตรงๆ ที่กินแล้วฉลาดขึ้น คิดเลขไวขึ้นทันที บอกเลยว่า ไม่มีนะครับ

ส่วนสาร CPH4 มีอยู่จริง ย่อจาก 6-carboxytetrahydropterin synthase มันคือ สารที่แม่ตั้งครรภ์จะหลั่งสารนี้ออกมาเมื่อตั้งครรภ์หกเดือน มีส่วนในการพัฒนาการของทารกในครรภ์ ซึ่ง ลุค เบซง ผู้กำกับ Lucy บอกกับสื่อตรงๆว่า เขาทึกทักเอาเองให้ CPH4 กลายเป็นสารเสพติดที่ปลดพันธนาการสมองได้โดยไม่ได้อิงหลักวิทยาศาสตร์ใดๆเลย

 

ถ้าสมองทำงานเกินปกติ เราจะมีพลังพิเศษแบบ Lucy มั้ย

การที่สมองทำงานมากกว่าปกติ ไม่ได้ให้พลังพิเศษกับเรานะ แต่มีนักวิทยาศาสตร์พยายามทดสอบกับบุคคลที่เชื่อว่ามี “พลังจิต” ซึ่งเขาพบว่า คนเหล่านี้มี “คลื่นสมอง” ลักษณะเฉพาะ บางคนฝึกคลื่นสมองตนเองจากการนั่งสมาธิครับ

และนั่นก็เป็นเนื้อหาทั้งหมด ที่ Lucy ทำให้เราได้สงสัยและศึกษาความรู้เพิ่ม ไถึงแม้บางส่วนจะเติมสีสันซะจนห่างไกลความจริง แต่อย่างน้อย เราก็ได้สนุกกับหนังและได้คลายข้อสงสัยกันตรงนี้เพิ่มเติมครับ

 

 

** ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลต่อไปนี้ **

https://www.ted.com/playlists/357/how_does_dna_work

https://www.quora.com/Does-the-C-P-H-4-molecule-really-exist-as-shown-in-the-movie-Lucy-If-so-how-does-it-work

https://www.theatlantic.com/technology/archive/2014/07/you-already-use-way-way-more-than-10-percent-of-your-brain/374520/

http://www.slate.com/articles/health_and_science/science/2014/07/brain_myths_in_lucy_you_do_not_use_just_10_percent_of_your_brain_s_capacity.html

https://www.thebestbrainpossible.com/how-to-use-100-of-your-brain/

https://www.youtube.com/watch?v=5NubJ2ThK_U

http://www.seasonedlifejournal.com/2015/05/ten-percent-brain-myth.html


Tag :
Luc Besson
Scarlett Johansson

FaceBook Comment

Movie & Series Talk

เพิ่มเติม >>