สีหศักดิ์แจงภารกิจต่างประเทศต่อทูต 58 ประเทศ เตรียมเสนอครม. 5 พ.ค. ยกเลิก MOU 44 ย้ำไม่ปิดเจรจา แต่ปรับใช้กรอบกฎหมายทะเล
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บรรยายสรุปภารกิจด้านการต่างประเทศแก่คณะทูต 84 คน จาก 58 ประเทศ และ 8 องค์การระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ครอบคลุมสถานการณ์เมียนมา ความสัมพันธ์ไทย-จีน ความร่วมมืออาเซียน-อียู และความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
ภายหลังการบรรยาย นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ได้ชี้แจงต่อฝ่ายกัมพูชา คือ ไทยเตรียมนำเรื่องการยกเลิก MOU 44 เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า หรือวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 โดยยืนยันว่าไม่ใช่การยุติการเจรจา แต่เป็นการหาแนวทางใหม่ หลังการเจรจาภายใต้ MOU 44 ไม่มีความคืบหน้ามานานกว่า 20 ปี
นายสีหศักดิ์ระบุว่า ปัจจุบันกัมพูชาเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลแล้ว จึงสามารถใช้กรอบอนุสัญญาดังกล่าวเป็นพื้นฐานในการหารือได้ หากกัมพูชาเข้าใจท่าทีของไทย ก็จะเริ่มกระบวนการเจรจาภายใต้กรอบใหม่ต่อไป
สำหรับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา นายสีหศักดิ์เปิดเผยว่า ได้พบปะกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา โดยกัมพูชาต้องการให้มีการประชุมคณะกรรมการปักปันเขตแดนโดยเร็ว ขณะที่ไทยเห็นว่าต้องมีการเตรียมการภายในอย่างรอบคอบ เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากการประชุมครั้งก่อน
นายสีหศักดิ์กล่าวด้วยว่า ไทยต้องการให้การหยุดยิงในพื้นที่ชายแดนมีความยั่งยืน พร้อมเสนอให้ลดการตอบโต้ด้วยถ้อยคำระหว่างกันในเวทีต่าง ๆ และเดินหน้ามาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เช่น ความร่วมมือด้านชายแดน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การแลกเปลี่ยนระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร และระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อป้องกันสถานการณ์บานปลาย
ในการประชุมอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ในเดือนพฤษภาคมนี้ ไทยอาจได้พบกับนายปรัก สุคนอีกครั้ง และจะเสนอแผนสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ขณะที่ฟิลิปปินส์มีท่าทีพร้อมเป็นตัวกลางจัดการประชุม 3 ฝ่าย ซึ่งไทยเห็นว่าไม่มีปัญหาในหลักการ หากเป็นการหารืออย่างสร้างสรรค์และมองไปข้างหน้า โดยขึ้นอยู่กับท่าทีของกัมพูชาด้วย
ด้านภารกิจเยือนเมียนมา ระหว่างวันที่ 21-22 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยคนแรกที่เดินทางเยือนอย่างเป็นทางการหลังเมียนมาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยไทยต้องการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไปข้างหน้า โดยเฉพาะความร่วมมือชายแดน การปราบปรามออนไลน์สแกม อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด มลพิษทางน้ำจากการทำเหมือง และปัญหา PM2.5 ซึ่งเป็นมลพิษข้ามชาติที่ต้องอาศัยกรอบความร่วมมือไทย เมียนมา และลาว
นายสีหศักดิ์ระบุว่า ไทยพร้อมสนับสนุนด้านอุปกรณ์และการอบรมบุคลากร โดยเฉพาะประเด็นการค้าชายแดนที่ไทยมีการค้ากับเมียนมาในสัดส่วนสูงถึง 80% จุดสำคัญคือด่านแม่สอด-เมียวดี ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการปิดด่าน ทำให้การขนส่งต้องเปลี่ยนเส้นทางผ่านท่าเรือระนองไปยังย่างกุ้ง ส่งผลให้ใช้เวลามากขึ้นและมีต้นทุนเพิ่มขึ้น
หลังการหารือ เมียนมาระบุว่าพยายามควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และอาจประกาศเปิดด่านได้ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจะเป็นผลดีต่อการค้าชายแดนและภาคเอกชนไทย
ไทยและเมียนมายังมีข้อหารือร่วมกัน 4 ประเด็น ได้แก่ การยินดีต่อการปล่อยตัวนักโทษรวมถึงอดีตประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 การสนับสนุนกระบวนการสันติภาพและการพูดคุยกับกลุ่มต่าง ๆ การเปิดพื้นที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนเมียนมา และการสอบถามความเป็นอยู่ของนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำเมียนมา ซึ่งต่อมามีรายงานว่านางอองซาน ซูจี ถูกย้ายจากเรือนจำไปกักตัวที่บ้าน
นอกจากนี้ ยังมีการหารือเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากไทยใช้ก๊าซจากเมียนมาสำหรับผลิตไฟฟ้าหลายเปอร์เซ็นต์ โดยไทยอยู่ระหว่างพิจารณาเข้าสำรวจและผลิตก๊าซเพิ่มเติมอีก 2 หลุม และได้ขอให้รัฐบาลเมียนมาสนับสนุนให้การเจรจาเดินหน้าโดยเร็ว
ส่วนความสัมพันธ์ไทย-จีน นายสีหศักดิ์กล่าวถึงการเยือนไทยของนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ว่า เป็นการหารือภายใต้กลไกไทย-จีน ในช่วงครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต โดยทั้งสองฝ่ายเดินหน้าจัดทำแผนปฏิบัติการ 5 ปี ครอบคลุมเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
จีนยังแสดงความพร้อมอำนวยความสะดวก หากไทยและกัมพูชาจำเป็นต้องหารือเพิ่มเติม หลังเคยจัดการประชุมที่เมืองคุนหมิงเมื่อเดือนธันวาคม 2568 โดยยืนยันว่าไม่ประสงค์แทรกแซง แต่พร้อมจัดสถานที่และอำนวยความสะดวกให้การพูดคุย ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของไทยที่ต้องการให้การหารือเป็นเรื่องระหว่างสองฝ่าย
สำหรับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-อียู ที่บรูไน ระหว่างวันที่ 21-25 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ที่ประชุมให้ความสำคัญกับระเบียบโลกที่ยึดกติกา การผลักดันการค้าเสรี ความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล และโอกาสการลงทุนด้านพลังงานสะอาด โดยเฉพาะโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ภาคเอกชนยุโรปให้ความสนใจ