คัดลอก URL แล้ว
นักวิชาการชี้ “อนุทิน” เล่นเป็น !!! ใช้การทูตไม่เป็นทางการ ผนวก แลนด์บริดจ์ ดันไทยเนื้อหอม ท่ามกลางโลกผันผวน

นักวิชาการชี้ “อนุทิน” เล่นเป็น !!! ใช้การทูตไม่เป็นทางการ ผนวก แลนด์บริดจ์ ดันไทยเนื้อหอม ท่ามกลางโลกผันผวน

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และ นายชาง ชุน ซิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ โดยระบุว่า

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อน “ลีลาการทูตแบบไม่เป็นทางการ” ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการใช้ความเป็นกันเอง เช่น การพาแขกต่างประเทศไปรับประทานอาหาร พาไปดื่มกาแฟ หรือแม้แต่การขับรถด้วยตนเอง ซึ่งไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ทางการเมือง แต่เป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้จริง

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีใช้บุคลิกส่วนตัวที่เป็นคนเข้าถึงง่าย ชอบอาหาร และรู้จักร้านอร่อย มาเป็นส่วนหนึ่งของการต้อนรับแขกต่างประเทศ ทำให้บรรยากาศการหารือผ่อนคลายมากขึ้น ต่างจากการเจรจาในห้องประชุมที่มักเต็มไปด้วยพิธีการและความเป็นทางการสูง

“บางครั้งการคุยกันบนโต๊ะอาหาร หรือระหว่างเดินทาง อาจได้ผลมากกว่าการเจรจาในห้องประชุม เพราะแขกรู้สึกถึงความจริงใจ ความเป็นกันเอง และความใส่ใจของผู้นำประเทศเจ้าภาพ” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวเพิ่มเติม ว่า นับตั้งแต่นายกฯ กลับมานำเสนอนโยบายเรื่องแลนด์บริดจ์ ประเทศไทย ก็เนื้อหอมทันที โดยเป็นผลจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนไป เส้นทางขนส่งและพลังงานเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือสำคัญ ทั้งฮอร์มูซ ที่มีปัญหา และช่องแคบมะละกา ก็เริ่มมีการพูดเรื่องเก็บค่าผ่านทาง ทำให้หลายประเทศต้องมองหาเส้นทางและพันธมิตรใหม่ ไทยจึงกลายเป็นประเทศที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น

โครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ควรถูกพิจารณาเฉพาะมิติความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในยามปกติเท่านั้น แต่ต้องมองในฐานะ “แผนสำรองของประเทศ” หากโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤตด้านโลจิสติกส์และความมั่นคงทางทะเล

หากโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นได้จริง ไทยจะมีโอกาสเชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ลดการพึ่งพาเส้นทางเดิม และอาจยกระดับประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญของภูมิภาค

ผศ.ดร.เชษฐา ระบุด้วยว่า การวิจารณ์โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ควรใช้ข้อมูลปัจจุบัน ไม่ใช่ยึดผลการศึกษาเก่าที่เกิดขึ้นในบริบทโลกคนละแบบ เพราะวันนี้โลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่มีมิติความมั่นคงเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญมากขึ้น

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า การที่ Moody’s ปรับมุมมองต่อไทยดีขึ้น รวมถึงความสนใจลงทุนผ่าน BOI ที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพและยังเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ หากรัฐบาลสามารถวางยุทธศาสตร์ระยะยาวได้ชัดเจน

“วันนี้ไทยมีโอกาส แต่ต้องคิดให้รอบคอบ ฝ่ายค้านก็ควรค้านอย่างสร้างสรรค์ ส่วนรัฐบาลก็ต้องทำงานอย่างตั้งใจ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประเทศไทยยังไปต่อได้”


ข่าวที่เกี่ยวข้อง