ถอดบทเรียน “นราธิวาสโมเดล” ควบคุมยาสูบแบบบูรณาการ ใช้พลังศาสนา ชุมชน และระบบสุขภาพ สู่จังหวัดปลอดบุหรี่ระดับประเทศ
ท่ามกลางความท้าทายในการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ของประเทศไทย จังหวัดนราธิวาสได้แสดงให้เห็นว่าการควบคุมยาสูบสามารถเกิดผลได้จริง หากมีการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านนโยบาย สังคม และชุมชน การสูบบุหรี่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง และโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งสร้างภาระต่อคุณภาพชีวิตและระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง
จากการลงพื้นที่ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส พบว่าแนวทาง “นราธิวาสโมเดล” ได้พัฒนากลไกควบคุมยาสูบอย่างต่อเนื่อง จนก้าวสู่จังหวัดต้นแบบระดับประเทศ โดยยึดกรอบ Ottawa Charter for Health Promotion ที่เน้นการบูรณาการทั้งนโยบาย สังคม ระบบบริการ และทักษะบุคคล ผ่านเป้าหมาย “ลดนักสูบรายเก่า ไม่เพิ่มรายใหม่” พร้อมใช้การบริหารเชิงข้อมูลและยุทธศาสตร์ Narathiwat 6G เชื่อมทุกภาคส่วนในพื้นที่
การขับเคลื่อนดังกล่าวยังสอดคล้องกับวิถีมุสลิม ทั้งแนวคิด “ซาตู” การทำงานเป็นหนึ่งเดียว และ “ฮิกมะห์” การใช้ปัญญาในการตัดสินใจ ควบคู่การสร้างนิเวศสังคมปลอดบุหรี่ เช่น มัสยิดปลอดบุหรี่ โรงเรียนปลอดบุหรี่ 100% และการบังคับใช้กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวด รวมถึงการใช้หลัก “ฮาลาลันตอยยีบัน” เพื่อกำหนดมาตรฐานการดำรงชีวิตที่เหมาะสม ทำให้การไม่สูบบุหรี่กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคม
อีกปัจจัยสำคัญคือการมีส่วนร่วมของชุมชน ผ่านแนวคิด “ฮูกุม ปากัท” ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมของคนในพื้นที่ โดยเชื่อมโยงผู้นำศาสนา อสม. โรงเรียน และองค์กรท้องถิ่น ตัวอย่างเด่นคือ “ระแงะโมเดล” ที่บูรณาการกว่า 20 หน่วยงาน พร้อมระบบค้นหาและช่วยเลิกบุหรี่เชิงรุก ขณะที่ระบบบริการสุขภาพปรับรูปแบบสู่การป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยง เช่น คลินิกเลิกบุหรี่ที่ลดการตีตรา และการใช้แนวทาง “ชีฟาอ์โมเดล” ที่เน้นการเยียวยาทั้งบุคคลและสังคม
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์สะท้อนความสำเร็จของแนวทางนี้ โดยมีการคัดกรองประชาชนกว่า 224,330 คน พบผู้สูบ 34,852 คน และเข้าสู่กระบวนการเลิกบุหรี่ถึง 75.27% สูงกว่าเป้าหมายประเทศอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมได้รับรางวัลระดับประเทศต่อเนื่อง จนในปี 2569 ได้รับการรับรองจาก กรมควบคุมโรค ให้เป็นจังหวัดต้นแบบความเป็นเลิศด้านการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งแรกของไทย
บทเรียนจากนราธิวาสยืนยันว่า การควบคุมยาสูบให้เกิดผลต้องอาศัยพลังจากทุกมิติ ทั้งนโยบาย สังคม ชุมชน และระบบสุขภาพอย่างเชื่อมโยง “นราธิวาสโมเดล” จึงเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถต่อยอดสู่การกำหนดนโยบายระดับประเทศในอนาคต







