คัดลอก URL แล้ว
“หมอวรงค์” จี้ “พิพัฒน์” แจงน้ำมันหาย 700 ล้านลิตร

“หมอวรงค์” จี้ “พิพัฒน์” แจงน้ำมันหาย 700 ล้านลิตร

หมอวรงค์ เปิดตัวเลขดีเซลหาย 600-700 ล้านลิตร จี้พิพัฒน์ชี้แจงสภาฯ ตั้งข้อสงสัยโรงกลั่นส่งน้ำมันเก๊ เตือนหากเคลียร์ไม่ได้อาจถึงขั้นติดคุก

“วรงค์ เดชกิจวิกรม” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ออกมาเปิดประเด็นร้อนกรณี “น้ำมันหาย” โดยระบุว่าจากการวิเคราะห์ข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน พบความผิดปกติของปริมาณน้ำมันดีเซลในช่วงกลางถึงปลายเดือนมีนาคม 2569 คาดว่าหายจากระบบถึง 600-700 ล้านลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงผิดปกติ และอาจเข้าข่ายการทุจริตในระดับโครงสร้าง พร้อมเรียกร้องให้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์ เข้าชี้แจงต่อรัฐสภาโดยตรง

หมอวรงค์ ระบุว่า ตัวเลขการส่งน้ำมันไปยังปั๊มทั่วประเทศในบางช่วงพุ่งสูงถึงวันละกว่า 70 ล้านลิตร จากปกติราว 50 ล้านลิตร แต่สวนทางกับสถานการณ์จริงที่ประชาชนกลับประสบปัญหาน้ำมันขาดแคลน ถูกจำกัดวงเงินการเติม สะท้อนความไม่สอดคล้องของข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมยกข้อมูลช่วงต้นเดือนเมษายนที่การส่งน้ำมันอยู่ในระดับ 37-46 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งกลับทำให้สถานการณ์คลี่คลายมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งโรงกลั่น ผู้ค้าตามมาตรา 7 และปั๊มน้ำมัน โดยชี้ว่าการตรวจสอบคลังน้ำมันไม่พบการกักตุน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าน้ำมันที่ “หายไป” อาจไม่เคยมีอยู่จริง หรืออาจเป็นการส่งมอบน้ำมันที่ไม่มีคุณภาพ พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของระบบ และความเป็นไปได้ของการเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่

หมอวรงค์ ยังวิจารณ์แนวทางการตรวจสอบของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ที่มุ่งตรวจเส้นทาง GPS รถขนน้ำมันว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก และอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิด โดยเสนอให้ตรวจสอบที่โรงกลั่น คลังน้ำมัน และปั๊มโดยตรงจะได้ข้อเท็จจริงมากกว่า พร้อมย้ำว่าหากรัฐบาลไม่สามารถชี้แจงได้ชัดเจน อาจใช้กลไกกรรมาธิการตรวจสอบ ซึ่งอาจส่งผลให้รัฐมนตรีต้องรับผิดทางกฎหมาย

ทั้งนี้ หมอวรงค์ย้ำว่า แม้ข้อมูลยังไม่เพียงพอสำหรับการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. แต่มีน้ำหนักมากพอให้ตั้งข้อสงสัยถึง “ขบวนการปล้นน้ำมันของชาติ” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งชี้แจงต่อสาธารณะ เพื่อคลี่คลายความกังวลของประชาชน และยืนยันว่ามาตรการจำกัดเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมันหลังสงกรานต์ อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป เนื่องจากสถานการณ์เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง