คัดลอก URL แล้ว
“สว.ภิญญาพัชญ์” แฉกลางสภา! มิจฉาชีพฉวยวิกฤติพลังงานส่ง SMS คูปองน้ำมันปลอมดูดเงินชาวบ้าน

“สว.ภิญญาพัชญ์” แฉกลางสภา! มิจฉาชีพฉวยวิกฤติพลังงานส่ง SMS คูปองน้ำมันปลอมดูดเงินชาวบ้าน

31 มี.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ สอง ทำหน้าที่ประธานในการประชุม น.ส.ภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) หารือในที่ประชุมถึงปัญหาแก๊งมิจฉาชีพหลอกแจกคูปองเติมน้ำมัน ในช่วงวิกฤติพลังงาน ว่า ในยามที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด เกิดวิกฤติพลังงาน ตอนนี้ชาวบ้านมีความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เพราะกำลังตกเป็นเหยื่อของโจรที่ซ้ำเติมอยู่

“สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุด คือการที่มิจฉาชีพนำเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง โดยการส่ง SMS แอบอ้างแบรนด์สถานีบริการน้ำมันยักษ์ใหญ่ แจกคูปองฟรี 500 บาท บ้าง 1,000 บาทบ้าง จนทำให้เกิดผู้เสียหายจำนวนมากในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา” น.ส.ภิญญาพัชญ์ กล่าว

น.ส.ภิญญาพัชญ์ กล่าวว่า กลุ่มประชาชนที่ถูกหลอก ไม่ใช่กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ หรือคนที่ไม่มีทักษะในการรับมือกับแก๊งสแกมเมอร์แต่อย่างใด แต่เป็นถึงพนักงาน คนทำงานวัยกลางคน ที่ต้องทำงานแบกรับค่าใช้จ่ายในครอบครัว พอเจอแบบนี้ หลายคนค่าใช้จ่ายรุมเร้าอยู่แล้ว ก็อยากประหยัด ทำให้ลืมคิดไปว่าข้อความดังกล่าวเป็นมิจฉาขีพ เหยื่อหลายรายไม่ใช่คนที่ไม่รู้เท่าทันเทคโนโลยี แต่เขาคือคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่าย เพียงแค่คลิกเดียวด้วยความหวัง เงินที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต กลับหายไปจากบัญชีภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที จากข้อมูลที่เราเห็นผ่านสื่อต่างๆ  เราจะพบว่ารูปแบบการหลอกลวงถูกยกระดับขึ้นอย่างน่ากลัว มิจฉาชีพมีการใช้จิตวิทยาความเร่งด่วน ใช้ชื่อแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ และที่สำคัญที่สุดคือ การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่รู้ว่าหลุดรอดไปอยู่ในมืออาชญากรได้อย่างไร
ลิงก์ที่ส่งมานั้น ไม่ใช่แค่การหลอกเอาข้อมูลธรรมดา แต่คือกุญแจที่เปิดประตูให้โจรเข้าไปควบคุมแอปพลิเคชันธนาคารผ่านรหัส OTP หรือการติดตั้งแอปฯ รีโมทดูดเงิน

“คำถามที่ดิฉันอยากฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือเราไม่ควรจะปล่อยให้ประชาชนสู้เพียงลำพังในเมื่ออาชญากรมีการปรับตัวที่รวดเร็วกว่ามาตรการป้องกันของภาครัฐเสมอ” น.ส.ภิญญาพัชญ์ กล่าว
 
น.ส.ภิญญาพัชญ์ กล่าวว่า ตนขอเสนอแนวทางและข้อสังเกต ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันยกระดับการคุ้มครองประชาชน ประการแรก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ กสทช. ต้องพิจารณายกระดับมาตรการให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันการแอบอ้างชื่อหน่วยงานรัฐหรือภาคธุรกิจในการแนบลิงก์ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด รวมถึงการพัฒนาระบบปิดกั้น URL ที่เข้าข่ายหลอกลวงให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ประการที่สอง ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศูนย์ AOC 1441 พิจารณาเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานเชิงรุกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการประสานงานกับสถาบันการเงิน เพื่ออายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องให้ได้อย่างรวดเร็วภายหลังได้รับแจ้ง รวมถึงการขยายผลไปยังแหล่งที่มาของการส่งข้อความ เพื่อยับยั้งปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง

และประการที่สาม ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย พิจารณายกระดับระบบความปลอดภัยของแอปพลิเคชันธนาคารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจจับพฤติกรรมธุรกรรม ที่มีความผิดปกติในลักษณะเสี่ยงต่อการถูกฉ้อโกง พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางการดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม ในกรณีที่เกิดช่องว่างในระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ

ประการสุดท้าย ขอให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงพลังงาน พิจารณาประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันในการเผยแพร่ข้อมูลอย่างชัดเจนและทั่วถึง เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถแยกแยะระหว่างข้อมูลที่เป็นทางการกับข้อมูลที่อาจเข้าข่ายหลอกลวงได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

“คูปองน้ำมันปลอม อาจเริ่มจากความหวังเล็ก ๆ ของประชาชน แต่ไม่ควรจบลงด้วยความสูญเสียที่สะสมมาทั้งชีวิต ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องทำให้ลิงก์หลอกลวงต้องถูกหยุดให้เร็วกว่าเงินในบัญชีของประชาชนจะหายไป” น.ส.ภิญญาพัชญ์ กล่าว


ข่าวที่เกี่ยวข้อง