รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่พรรคประชาชนเสนอชื่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า ในทางกฎหมายการเสนอชื่อสามารถทำได้ แต่ในทางการเมืองสิ่งที่สำคัญไม่แพ้นโยบายหรือจำนวนเสียงในสภาคือความน่าเชื่อถือ เพราะพรรคการเมืองอาจแพ้เลือกตั้งได้ อาจเป็นฝ่ายค้านได้ หรืออาจไม่มีเสียงเพียงพอจัดตั้งรัฐบาลได้
แต่สิ่งที่เสียไปแล้วเอาคืนยากที่สุดคือเครดิตจากคำพูดของตัวเอง โดยก่อนหน้านี้สังคมจำนวนไม่น้อยรับรู้จุดยืนว่าพรรคอันดับสองจะไม่เดินเกมจัดตั้งรัฐบาลแข่ง จึงทำให้การเสนอชื่อครั้งนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงทันที เพราะพรรคที่ประกาศตัวว่าเป็นการเมืองใหม่ มักถูกคาดหวังสูงกว่าพรรคการเมืองแบบเดิม โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานทางการเมือง การรักษาคำพูด และความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำ
ที่ผ่านมา พรรคประชาชนสร้างทุนทางการเมืองจากภาพลักษณ์ของพรรคที่มีหลักการ เน้นความตรงไปตรงมาและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ แต่ทุนทางการเมืองลักษณะนี้สร้างได้ยากและอาจหายไปได้เร็ว หากการตัดสินใจทางการเมืองสวนทางกับสิ่งที่สังคมเคยรับรู้ ความเสียหายจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การเสนอชื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่อยู่ที่ความรู้สึกของผู้สนับสนุนที่เริ่มตั้งคำถามกับคำพูดของพรรค
ส่วนที่มีเสียงวิจารณ์บางส่วนมองว่าเกมนี้อาจเป็นเพียงการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เพราะพรรคเองก็รู้สมการเสียงในสภาอยู่แล้ว การเสนอชื่อครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการสร้างภาพและรักษากระแสทางการเมืองมากกว่าการแข่งขันเพื่ออำนาจจริง
แน่นอนว่า พรรคประชาชนมีคำอธิบายของพรรค โดยระบุว่าการเสนอชื่อเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และยืนยันว่าประชาชนยังมีทางเลือกทางการเมือง แต่ในสนามการเมือง คำพูดของพรรคการเมืองถือเป็นสัญญาทางการเมือง เมื่อคำพูดเปลี่ยน ความเชื่อมั่นของผู้คนก็อาจเปลี่ยนตาม และบทเรียนในอดีตของการเมืองไทยก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่าหลายพรรคไม่ได้สูญเสียความนิยมเพราะแพ้เลือกตั้ง แต่สูญเสียความน่าเชื่อถือเพราะ ราคาของคำพูดของตัวเอง
“พรรคประชาชน ต้องกลับมาทำงานอยู่บนหลักการ มากกว่าไหลตามกระแสการเมือง เพราะพรรคเกิดขึ้นมาโดยการสร้างความเชื่อ แก่ประชาชนไปแล้ว ว่า มีหลักยึด ซึ่งสอดรับกับสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น เป็นพรรคที่มีทารยาท มีหลักการ หากหลักลอยเมื่อไร พรรคก็ไร้ความน่าเชื่อถือเมื่อนั้น”
