สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แนะนำแนวทางสำหรับผู้ส่งออกที่มีสินค้าอยู่ระหว่างขนส่งในเส้นทางไปยังกลุ่มประเทศภายในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ โดยแนวทางออกของปัญหาตู้สินค้าตกค้างกลางทะเลแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้
- นำตู้สินค้าไปส่งมอบที่ท่าเรืออื่น โดยการเปลี่ยนท่าเรือปลายทาง เช่น ท่าเรือ Khor Fakkan ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือท่าเรือ Jeddah ในซาอุดิอาระเบีย ทั้งนี้ผู้นำเข้าหรือลูกค้าปลายทางอาจต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีการศุลกากร(ราวตู้ละ 2,000 USD) ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนท่าเรือ(เช่น End of Voyage ราว 600-800 USD) รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าทางบก เป็นต้น
- นำตู้สินค้าไปพักคอย โดยนำตู้ไปยังกลุ่มท่าเรือ Safe Port / Transshipment Port อื่นๆ เช่น ในอินเดีย โอมาน หรือศรีลังกา เป็นต้น โดยขอให้พิจารณาเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเก็บรักษาตู้ไว้ในท่าเรือ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ ความเสี่ยงสินค้าสูญหายหรือเสียหายจากการโจมตี ตลอดจนสถานการณ์คอขวด ความแออัดรุนแรงภายในท่าเรือและภาวะผู้ให้บริการที่จำกัดเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งล้วนอาจทำให้มีต้นทุนที่สูงมากตามมา
ตัวอย่างเช่นต้นทุนในท่าเรือเพียงอย่างเดียวก็อาจสูงถึง 5-6 แสนบาทต่อตู้ ในระยะเวลา 1-2 เดือน - นำตู้สินค้ากลับไทย *** โดยสรท.แนะนำว่าควรนำสินค้ากลับมายังประเทศไทย เพื่อเป็นการหยุดต้นทุนที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถควบคุมได้ดังกล่าว ***
และหากท่าน สมช. ที่มีประเด็นค่าใช้จ่ายไม่เป็นธรรมที่อาจถูกเรียกเก็บจากผู้ให้บริการหรือสายเรือ สามารถรวบรวมหลักฐานค่าใช้จ่ายดังกล่าวและส่งมายัง สรท. เพื่อให้สรท.เป็นตัวแทนของท่านในการเข้าหารือร่วมกับ กรมการค้าภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้เกิดมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกที่เป็นรูปธรรมต่อไป
ช่องทาง อีเมล tnsc@tnsc.com หรือโทร 02-679-7555
ทั้งนี้ สรท.ได้มีการประสานไปยังการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ประกอบการท่าเรือภาคเอกชน ถึงแนวทางช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกสำหรับสินค้านำกลับ