
ศาลอาญายกฟ้อง “แอม ไซยาไนด์” คดีวางยาฆ่าวิศวกรสาวปี 2563 เหตุพยานหลักฐานไม่เพียงพอ แม้พบผู้ตายอาจได้รับไซยาไนด์ ทนายเตรียมนำคำพิพากษาใช้ต่อสู้คดีอื่น
ศาลยกฟ้อง “แอม ไซยาไนด์” คดีวางยาวิศวกรสาว
เหตุหลักฐานยังมีข้อสงสัย ศาลให้ประโยชน์จำเลย
ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษกมีคำพิพากษายกฟ้อง นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ “แอม ไซยาไนด์” ในคดีถูกกล่าวหาว่าวางยาฆ่า น.ส.นิตยา อายุ 36 ปี วิศวกรหญิง เมื่อปี 2563 โดยศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ยังไม่หนักแน่นเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลย
ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานหลายส่วน พบว่าผู้ตายมีสุขภาพแข็งแรง และมีปัญหาหนี้สินจากวงแชร์ โดยมีพยานยืนยันว่าจำเลยเคยไปพบผู้ตายที่ไซต์งานก่อสร้างในจังหวัดนครปฐม รวมทั้งมีพยานเห็นทั้งสองนั่งพูดคุยกันที่หอพักในคืนก่อนเกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม แพทย์ผู้ชันสูตรศพระบุว่าในเวลานั้นไม่ได้ตรวจหาสารไซยาไนด์ เพราะไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสารพิษ ทำให้ไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าการเสียชีวิตเกิดจากสารไซยาไนด์หรือไม่ แม้ผู้เชี่ยวชาญจะให้ความเห็นว่าลักษณะการเสียชีวิตคล้ายการได้รับสารดังกล่าว
อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องมูลเหตุจูงใจเกี่ยวกับทรัพย์สิน ศาลเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่อาจเป็นไปได้ว่าผู้ตายนำรถยนต์ไปจำนำกับจำเลยเอง การรับจำนำจึงอาจเป็นธุรกรรมตามปกติ และไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยต้องการทรัพย์สินของผู้ตาย อีกทั้งหลักฐานเรื่องการครอบครองสารโพแทสเซียมไซยาไนด์พบว่าเกิดขึ้นในปี 2565 หลังผู้ตายเสียชีวิตแล้ว จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าจำเลยมีสารดังกล่าวไว้ใช้ก่อเหตุในปี 2563
แม้จำเลยจะเคยถูกกล่าวหาในคดีลักษณะคล้ายกันหลายคดี และบางคดีศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว แต่ศาลระบุว่าการพิจารณาความผิดต้องดูพยานหลักฐานเป็นรายคดี ไม่สามารถนำคดีอื่นมาประกอบเพื่อให้เป็นผลร้ายต่อจำเลยได้ ดังนั้นเมื่อยังมีข้อสงสัย ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง ฝ่ายจำเลยยังถูกควบคุมตัวไว้ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์ และฝ่ายโจทก์ยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อไปได้
ด้าน น.ส.ธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ หรือ “ทนายพัช” เปิดเผยว่าคำพิพากษาครั้งนี้จะถูกนำไปใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้คดีอื่น ๆ ของจำเลย โดยแบ่งคดีออกเป็นสองช่วงสำคัญ คือคดีที่เกิดก่อนวันที่ 9 สิงหาคม 2565 ซึ่งเป็นช่วงก่อนพบข้อมูลการสั่งซื้อไซยาไนด์ และคดีที่เกิดหลังจากนั้น ซึ่งแต่ละคดีจะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ศาลจะพิจารณาเป็นรายกรณี