
อาจารย์แพทย์ นักวิชาการ และทนายความ ร่วมเวทีสถาบันพระปกเกล้า เรียกร้องพรรคการเมืองที่กำลังจัดตั้งรัฐบาล คงมาตรการห้ามบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนไทย
วันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่ห้องสัตมรามาธิราช สถาบันพระปกเกล้า นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรสิทธิมนุษยชนสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 5 จัดกิจกรรม Ex Talk ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “ประเด็นยาสูบกับสิทธิมนุษยชน จากควันพิษสู่ไอมรณะภัยไม่เงียบในโลกไซเบอร์” โดยอาจารย์แพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสียงถึงพรรคการเมืองที่กำลังจัดตั้งรัฐบาล ให้ยืนยันนโยบายไม่สนับสนุนการทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนไทยจากผลิตภัณฑ์เสพติดรูปแบบใหม่
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ระบุว่า การแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบโดยอุตสาหกรรมยาสูบ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อความพยายามลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้กำหนดแนวทางตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ โดยเฉพาะมาตรา 5.3 ที่กำหนดให้รัฐภาคีต้องป้องกันการแทรกแซงจากอุตสาหกรรมยาสูบ ปัจจุบันพบการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือดึงดูดเด็กและเยาวชนไทย พร้อมทั้งมีความพยายามผลักดันให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายผ่านกลไกทางนโยบาย หากยกเลิกการห้ามจำหน่าย อาจทำให้การแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชนเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น





ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์เสพติดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบให้เข้าถึงเด็กได้ง่าย เช่น ทำเป็นรูปตัวการ์ตูน เครื่องเขียน ตุ๊กตา หรือแม้แต่ยาดม จนผู้ปกครองและครูแยกไม่ออก ขณะที่คุณสายัณห์ สุขจันทร์ ประธานศูนย์พิทักษ์ธรรม ระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายตามกฎหมายไทย ทั้งการนำเข้า การขาย การให้บริการ การผลิตเพื่อขาย รวมถึงการครอบครอง และในทางศาสนาอิสลาม สำนักจุฬาราชมนตรีมีคำวินิจฉัยทางศาสนา หรือฟัตวา ว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนา
ด้านศาสตราจารย์ ดร.นิทัศน์ ศิริโชติรัตน์ กรรมการสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ กล่าวว่า บริษัทยาสูบและเครือข่ายมักใช้วาทกรรม โฆษณาชวนเชื่อ และการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของหลักฐานทางวิชาการ เพื่อสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณะ ซึ่งกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการมีชีวิตที่ปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดี โดยนิโคตินยังถูกจัดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ขัดขวางเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ด้วยเหตุนี้อุตสาหกรรมยาสูบข้ามชาติและเครือข่ายไม่ควรมีบทบาทใดๆ ในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ
ขณะที่ อ.ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ผู้จัดการหน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (สปสส.) กล่าวขอบคุณคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและสถาบันพระปกเกล้าที่สนับสนุนการจัดเวทีวิชาการครั้งนี้ พร้อมระบุว่า เสียงจากเวทีดังกล่าวต้องการส่งถึงรัฐบาลที่กำลังจัดตั้ง ให้พิจารณาคงมาตรการห้ามบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดต่อบริบทของประเทศไทยในปัจจุบัน