คัดลอก URL แล้ว
รัฐบาลถกด่วนรับมือสงครามตะวันออกกลาง หวั่นพลังงานพุ่ง

รัฐบาลถกด่วนรับมือสงครามตะวันออกกลาง หวั่นพลังงานพุ่ง

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประชุมประเมินผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ราคาพลังงานและสินค้าผันผวน พิพัฒน์ รัชกิจประการ เสนอทางเลือกปรับส่วนผสมเชื้อเพลิง หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

รัฐบาลประชุมด่วนรับมือสงครามตะวันออกกลาง

ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครั้งที่ 2/2569 โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เข้าร่วมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ พร้อมด้วยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หน่วยงานเศรษฐกิจ และภาคเอกชน เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย

นายเอกนิติ เปิดเผยก่อนการประชุมว่า ก่อนหน้านี้ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีในวงเล็ก เพื่อให้ทุกหน่วยงานรายงานสถานการณ์ล่าสุดและมีข้อมูลที่ตรงกัน โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูล เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้มีทั้งข่าวจริงและข่าวปลอมปะปนกัน ขณะเดียวกันได้แบ่งภารกิจให้แต่ละกระทรวงรับผิดชอบตามบทบาท เช่น กระทรวงพลังงานดูแลด้านพลังงาน กระทรวงคมนาคมดูแลระบบขนส่ง และกระทรวงพาณิชย์ติดตามผลกระทบด้านสินค้า นอกจากนี้ยังมีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยติดตามผลกระทบต่อตลาดทุน และธนาคารแห่งประเทศไทยติดตามความผันผวนของค่าเงินบาท

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางมีแนวโน้มกระทบต่อราคาน้ำมัน ต้นทุนขนส่ง และราคาสินค้าในประเทศ แม้กระทรวงพลังงานประเมินว่าปริมาณน้ำมันสำรองของไทยสามารถรองรับได้ประมาณ 60 วัน แต่ยังมีแนวทางบริหารจัดการเพิ่มเติม เช่น การปรับสูตรส่วนผสมเชื้อเพลิงเพื่อยืดระยะการใช้พลังงาน ตัวอย่างเช่น การพิจารณาเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลในดีเซลจากบี 5 เป็นบี 7 หรือบี 10 รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนแอลกอฮอล์ในแก๊สโซฮอล์ เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านพลังงาน หากเกิดสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก


ข่าวที่เกี่ยวข้อง