รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เปิดเผย ระหว่างลงพื้นที่ ช่องอานม้า ซึ่ง เป็นช่องทางธรรมชาติบนเทือกเขาพนมดงรัก ชายแดนไทย–กัมพูชา ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เกี่ยวกับความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมประเมินสถานการณ์ ความเชื่อมโยงถึงปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดนของไทย รวมถึงแนะรัฐบาลให้ทบทวนข้อตกลงทวิภาคีเพื่อแก้ปัญหาเขตแดนอย่างเด็ดขาด
โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง สิ่งสำคัญ อันดับแรก คือรัฐบาลต้องแสดงบทบาทผู้นำในการดูแลและอพยพคนไทยในพื้นที่เสี่ยงภัยกลับประเทศอย่างเร่งด่วนที่สุด “พรรครักชาติ” มีจุดยืนสอดคล้องกับหลายพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้ประเทศไทยวางตัวเป็นกลางบนเวทีโลก ไม่ฝักใฝ่การใช้กำลังหรือการก่อความรุนแรงใด ๆ
“รัฐบาล จะต้องดูแลพี่น้องที่อยู่ในพื้นที่ ให้ได้รับความปลอดภัย ถ้าจะต้องพาพวกเขากลับมา ก็พาพวกเขากลับมาโดยด่วน ส่วนการจัดวางสถานะของประเทศไทยเราบนเวทีโลก ในเหตุการณ์นี้ แน่นอนครับ หลาย ๆ พรรคการเมือง หลาย ๆ คนก็ได้พูดแล้วว่า ไม่ฝักใฝ่การสู้รบ ไม่ก่อความรุนแรง ผมคิดว่าพรรครักชาติเราก็เห็นด้วย” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว
ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้กล่าวถึงปัญหาความมั่นคง “หน้าด่าน” ของประเทศ โดยระบุว่า สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงมีความเปราะบาง และยังไม่สงบเรียบร้อยอย่างแท้จริง ซึ่งในสภาวะการณ์เช่นนี้ การเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งให้กับกองทัพถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเตรียมรับมือกับความสุ่มเสี่ยงและป้องกันการถูกรุกรานอธิปไตย
“ณ หน้าด่านของเราเองนี่ครับ ข้างหลังที่เป็นประเทศกัมพูชา สถานการณ์ระหว่างเรากับกัมพูก็ยังไม่ได้เงียบสงบลง เราต้องหันกลับมาดูตัวเราเองด้วยครับ ในภาวะการณ์นี้ การสร้างศักยภาพ สร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพ มีความจำเป็นมาก เราไม่รู้จะถูกรุกรานเมื่อไหร่ การมีกำลังที่พร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดเตรียมเพื่อที่จะทำให้ปัญหามันลุล่วงแล้วเสร็จไป” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว
นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังฝากถึงนายกรัฐมนตรี คือการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนและเขตแดน โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องของ MOU 44 ไว้ อยากจะฝากเรื่องของ MOU 43 ด้วย หากรัฐบาลตัดสินใจยกเลิก การจัดการสถานการณ์ชายแดนและการจัดวางพื้นที่ระหว่างไทยกับกัมพูชา จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การยุติปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถถอยกลับไปอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมและเป็นของตนเองอย่างชัดเจน
“ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้พูดเรื่องของ MOU 44 ไว้ อยากจะฝากเรื่องของ MOU 43 ด้วยนะครับ ถ้าท่านเลิกไป การจัดการสถานการณ์ของชายแดน จะทำได้ดีขึ้น และการจัดวางพื้นที่ระหว่างเรากับกัมพูชาก็จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และท้ายที่สุดเราจะจบปัญหาได้ ต่างคนต่างอยู่ในพื้นที่ ที่เป็นพื้นที่ของตัวเองและพื้นที่ที่เหมาะสม” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว
และในช่วงท้าย รศ.ดร.เจษฎ์ ได้ย้ำเตือนสติสังคมไทยว่า ในขณะที่วิกฤตตะวันออกกลาง อาจมีนานาชาติเข้าไปเกี่ยวข้องและช่วยเหลือ แต่สำหรับกรณีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ประเทศไทยต้องพึ่งพาตนเองเป็นหลัก พร้อมเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนคนไทยร่วมมือร่วมใจกัน เพราะหากขาดความสามัคคี ประเทศชาติก็ยากที่จะก้าวข้ามผ่านสถานการณ์ความท้าทายนี้ไปได้
“เราต้องมาดูแล้วล่ะครับ ในภาวการณ์นี้ตะวันออกกลาง ท่านก็ต้องดูแล ท่านก็ต้องช่วยเหลือเขา แต่ของไทยกับกัมพูชานี่ล่ะครับไม่มีใครมาช่วยเหลือท่านหรอก ท่านต้องทำเองนะครับ ช่วยกันครับ แล้วก็ฝากพี่น้องชาวไทยทุกคนด้วยนะครับว่า สถานการณ์นี้ถ้าพวกเราไม่ช่วยกัน เราลุข้ามผ่านไปได้ยาก” รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก กล่าวทิ้งท้าย
