เจาะลึกภาพรวมคดี ษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” กับ จตุพร อุบลเลิศ หรือ “เจ๊อ้อย” มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท แยกคดีอาญา–แพ่ง อัปเดตสถานะล่าสุดอย่างเข้าใจง่าย
พฤติการณ์คดี “ทนายตั้ม–เจ๊อ้อย” คืออะไร
คดีนี้เริ่มจากความสัมพันธ์ระหว่าง จตุพร อุบลเลิศ หรือ “เจ๊อ้อย” ซึ่งเป็นนักธุรกิจ กับ ษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” ที่เคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัว
ต่อมา เจ๊อ้อยเข้าแจ้งความกล่าวหาว่า ถูกหลอกให้โอนเงินหลายครั้ง รวมมูลค่ากว่า 100–111 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการลงทุนและค่าใช้จ่ายในกิจการต่าง ๆ ก่อนเรื่องจะบานปลายเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งควบคู่กัน
รูปแบบการฉ้อโกงที่ถูกกล่าวหา
จากข้อมูลในสำนวนสอบสวนและคำฟ้องของอัยการ ประเด็นหลักที่ถูกกล่าวหา มีลักษณะดังนี้
1. โครงการแอปพลิเคชันขายลอตเตอรี่
มีการอ้างว่าจะพัฒนาแอปฯ จำหน่ายลอตเตอรี่ออนไลน์ โดยระบุว่าต้องจ้างบริษัทต่างประเทศพัฒนาโปรแกรม คิดเป็นมูลค่าราว 2 ล้านยูโร ทำให้ผู้เสียหายโอนเงินรวมประมาณ 71 ล้านบาท
2. กรณีรถยนต์หรู
เกี่ยวข้องกับรถเบนซ์รุ่น G 400 โดยอ้างเรื่องส่วนต่างและขั้นตอนจัดหา ทำให้เกิดความเสียหายราว 39 ล้านบาท
3. รายการอื่น ๆ
เช่น ค่าออกแบบโรงแรม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ปรากฏในสำนวน รวมยอดความเสียหายตามคำฟ้องประมาณ 111–111.5 ล้านบาท ซึ่งอัยการขอให้ศาลสั่งชดใช้คืนแก่ผู้เสียหาย
ข้อหาในคดีอาญา
พนักงานสอบสวนและอัยการแจ้งข้อหากับทนายตั้ม ภรรยา และพวกรวม 7 คน ในข้อหาสำคัญ เช่น
- ร่วมกันฉ้อโกง
- ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน
- ร่วมกันนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
- ร่วมกันแจ้งความเท็จ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายหรือซุกซ่อนทรัพย์
อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องต่อศาลอาญา ศาลรับฟ้องและนัดตรวจพยานหลักฐานแล้ว จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธและต่อสู้คดี
สถานะคดีอาญาล่าสุด
คดีอาญายังอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลอาญา มีการตรวจพยานหลักฐานและเลื่อนนัดบางครั้ง เนื่องจากเอกสารจำนวนมากกว่า 9,000 หน้า
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา ทุกฝ่ายยังอยู่ในกระบวนการต่อสู้คดีตามกฎหมาย
ประเด็น “ศาลแพ่งสั่งคืนทรัพย์” คืออะไร
อีกประเด็นที่เป็นข่าวคือ คำสั่งศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการอายัดทรัพย์
ศาลแพ่งมีคำสั่ง “ยกคำร้อง” ที่เกี่ยวข้องกับการอายัดทรัพย์บางส่วน และให้คืนทรัพย์ประมาณ 74 ล้านบาท เหตุผลสำคัญคือ พยานหลักฐานในชั้นนี้ยังไม่เพียงพอที่จะชี้ชัดว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นผลจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงหรือฟอกเงิน อีกทั้งบางส่วนถูกตีความว่าอาจเป็นการให้โดยเสน่หา
อย่างไรก็ตาม คำสั่งในส่วนแพ่งหรือการอายัดทรัพย์นี้ ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีความผิดในคดีอาญา เพราะคดีอาญายังอยู่ระหว่างการพิจารณาและแยกส่วนกันโดยสิ้นเชิง
สรุปภาพรวมคดี
- มูลค่าความเสียหายตามคำกล่าวหา มากกว่า 100 ล้านบาท
- คดีอาญาอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
- คำสั่งศาลแพ่งเกี่ยวกับการคืนทรัพย์ เป็นคนละส่วนกับการตัดสินความผิดอาญา
- ผลสุดท้ายของคดีขึ้นอยู่กับคำพิพากษาในชั้นศาลอาญา
ดังนั้น การติดตามคดี “ทนายตั้ม–เจ๊อ้อย” จำเป็นต้องแยกให้ออกระหว่างคดีอาญา คดีแพ่ง และมาตรการเกี่ยวกับทรัพย์สิน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อกระบวนการยุติธรรม