ศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในช่วงโค้งสุดท้าย ในส่วนของความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทย ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า
พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล มีความพร้อมรอบด้านในการก้าวขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และมีโอกาสผลักดันอนุทินดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายใต้เงื่อนไขการเมืองไทยที่รัฐบาลผสมยังคงเป็นรูปแบบหลักของการจัดตั้งอำนาจบริหาร
รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า โครงสร้างการเมืองไทยในปัจจุบันทำให้พรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายจนจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ยาก การครองเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภายังคงเผชิญข้อจำกัดทั้งเชิงโครงสร้างอำนาจและความซับซ้อนของการแข่งขันทางการเมือง ส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งต้องพึ่งพาศักยภาพด้านการรวบรวมเสียง การต่อรอง และความสามารถในการค้ำจุนเสถียรภาพในสภา มากกว่าการพิจารณาจากคะแนนนิยมส่วนบุคคลเพียงมิติเดียว
ในบริบทที่คะแนนนิยมของพรรคการเมืองหลักยังไม่ปรากฏกระแสนำอย่างชัดเจน ผลการเลือกตั้งมีแนวโน้มก่อให้เกิดสภาที่มีการกระจายตัวของคะแนนเสียง พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส. ระดับกลางถึงสูง มีวินัยพรรค มีเอกภาพภายใน และมีเครือข่ายทางการเมืองครอบคลุมหลายภูมิภาค จึงมักมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมีคุณลักษณะดังกล่าวอย่างเด่นชัด
รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า อำนาจต่อรองของพรรคภูมิใจไทยได้รับการเสริมแรงจากบทบาทของอนุทินในฐานะหัวหน้าพรรค ประสบการณ์ในฝ่ายบริหาร และเครือข่ายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่กระจายอยู่ในหลายภูมิภาค เงื่อนไขเหล่านี้เพิ่มน้ำหนักให้พรรคในการเป็น “พรรคแกนนำ” จัดตั้งรัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในระบบรัฐสภาที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถูกกำหนดจากการรวมเสียงของพรรคการเมืองเป็นสำคัญ
สำหรับจุดแข็งของอนุทิน รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่าอยู่ที่ประสบการณ์ทางการเมือง วัยวุฒิ และความน่าเชื่อถือ การผ่านตำแหน่งสำคัญในฝ่ายบริหารมากว่า 30 ปี รวมถึงการเคยได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของผู้นำที่เข้าใจกลไกรัฐและการบริหารรัฐบาลผสมอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพรรคการเมืองพันธมิตรในด้านเสถียรภาพของรัฐบาล
ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยยังมีฐานอำนาจเชิงพื้นที่ที่เข้มแข็ง ผ่านเครือข่าย ส.ส. แบบแบ่งเขต กลุ่มบ้านใหญ่ และตระกูลการเมืองในหลายภูมิภาค ฐานอำนาจดังกล่าวช่วยค้ำจุนเสียงในสภาและเพิ่มศักยภาพในการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลผสมในระยะยาว ทำให้พรรคถูกมองว่าเป็นผู้เล่นสำคัญที่พรรคการเมืองอื่นหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการจัดตั้งรัฐบาล
ในเชิงบทบาททางการเมือง รศ.ดร.โอฬาร มองว่า ความสามารถของอนุทินในการประสานผลประโยชน์และสร้างฉันทามติระหว่างพรรคการเมืองต่างขั้ว สอดคล้องกับธรรมชาติของระบบรัฐสภาไทย ช่วยลดแรงเสียดทานภายในรัฐบาลผสม และเพิ่มโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ขณะที่แนวนโยบายของพรรคภูมิใจไทยซึ่งให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง การสาธารณสุข และการพัฒนาท้องถิ่น ยังเอื้อให้พรรคสามารถทำงานร่วมกับพรรคการเมืองได้หลากหลายขั้ว
รศ.ดร.โอฬาร ยังชี้ว่า โจทย์สำคัญของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในการเลือกตั้งครั้งนี้คือปัญหาการขาดเอกภาพ การกระจัดกระจายของพรรคการเมืองในปีกเดียวกันทำให้คะแนนเสียงถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วน ลดทอนศักยภาพในการรวมพลังเพื่อขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว พรรคภูมิใจไทยจึงอยู่ในตำแหน่งเชิงโครงสร้างที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมทางการเมืองของผู้มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม
พร้อมเห็นว่า การตัดสินใจเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้าย สำหรับฝ่ายขวาไทย ที่เสียงยังกระจาย ควรเป็น “การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์” ที่ให้น้ำหนักกับพรรคที่มีศักยภาพสูงสุดในการจัดตั้งรัฐบาล มากกว่าการเลือกตามความพึงพอใจเชิงอัตลักษณ์ของแต่ละพรรค การรวมศูนย์คะแนนเสียงไว้กับพรรคที่มีความพร้อมจะช่วยเพิ่มโอกาสในการครองอันดับหนึ่งของการเลือกตั้ง และเสริมความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในระบบรัฐสภา เพื่อผลักดันให้นายอนุทิน ขึ้นเป็นนายกฯ เพื่อสานต่อนโยบายในเชิงจารีตนิยมต่อไป ////
