ยุติธรรม ดีอี และดีเอสไอ แถลงคืบหน้าคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญ Worldcoin พบประชาชนกว่า 1.2 ล้านรายเสี่ยงถูกเก็บข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว รับเป็นคดีพิเศษ ตรวจโยง MOU กลุ่มทุนต่างชาติ
กระทรวงยุติธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมแถลงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีสกุล Worldcoin หลังพบว่ามีประชาชนหลงเชื่อเข้าร่วมโครงการกว่า 1.2 ล้านราย โดยข้อมูลม่านตาถูกจัดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอ่อนไหว ซึ่งต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง แต่จากการสอบสวนพบว่าผู้เข้าร่วมจำนวนมากไม่เข้าใจเงื่อนไขการให้ความยินยอมอย่างแท้จริง เพียงทำตามขั้นตอนในแอปพลิเคชันเพื่อแลกเหรียญเท่านั้น
การแถลงข่าวครั้งนี้มี กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นแกนหลัก พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสำนักงาน ก.ล.ต. โดยดีเอสไอระบุว่า คดีดังกล่าวรับเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568 หลังพบพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 รวมถึงความผิดปกติด้านการบริหารโครงการและการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโทฯ ที่ได้รับจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ การสอบสวนยังพบความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มบริษัทที่ดำเนินโครงการสแกนม่านตา กับการจัดทำบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ กับกองทุนต่างชาติ Prime Opportunity Fund VCC รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการ TIDC โดยกระทรวงดิจิทัลฯ ตรวจสอบแล้วพบว่าการดำเนินการบางส่วนไม่เป็นไปตาม MOU จึงได้ส่งมอบพยานหลักฐานทั้งหมดให้ดีเอสไอเพื่อขยายผลสอบสวนต่อไป พร้อมย้ำว่าหากพบเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนและประโยชน์สาธารณะ