คัดลอก URL แล้ว
“เชษฐา” วิเคราะห์ภูมิใจไทย มีลุ้น สส.กทม.

“เชษฐา” วิเคราะห์ภูมิใจไทย มีลุ้น สส.กทม.

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ประจำภาควิชาการบริหารและจัดการการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นต่อคำถามเรื่องคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยในกรุงเทพมหานคร ภายหลังการเปิดตัวทีมแกนนำเศรษฐกิจ ได้แก่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ลงพื้นที่หาเสียงร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนยุทธศาสตร์การเมืองใหม่ของพรรคสีน้ำเงินที่ต้องการ บุกเมืองหลวงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปิดจุดอ่อนเดิม ที่ถูกมองว่า เป็นพรรคภูธร และสถาปนาภาพลักษณ์พรรคระดับประเทศ

ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย ถ้าหาเสียง กทม.คือบุกกรุง แต่รอบนี้ไม่ใช่แล้ว 3 เทคโนแครตของภูมิใจไทย คือ ตัวแทนคนกรุง รอบนี้ ภูมิใจไทย ไม่ได้มาบุกกรุง แต่อยู่กับคนกรุง และเข้าใจปัญหาของคนเมืองหลวง ภาพลักษณ์ตรงนี้ เป็นบวกมากกว่า การหาเสียง ของ ทีม กทม. ไม่ได้เคอะเขิน และได้รับการต้อนรับ พรรคนี้ มีพัฒนาการขึ้นมามาก เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า ในอดีตภาพลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่เมืองหลวงอาจยังไม่ชัดเจนและไม่สอดคล้องกับโครงสร้างฐานเสียงเดิมของพรรคมากนัก แต่การที่พรรคส่งสัญญาณทางการเมืองครั้งสำคัญ ด้วยการนำบุคคลภายนอกที่มีชื่อเสียงด้านการบริหารและเศรษฐกิจ ซึ่งเปรียบเสมือน แม่เหล็กทางกระแสออกเดินหาเสียงใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมกับนายอนุทิน ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาอย่างยิ่งในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ และนับเป็นครั้งแรกที่ภูมิใจไทยแสดงความพร้อมอย่างชัดเจนในการรุกพื้นที่เมืองหลวงอย่างเต็มรูปแบบ

 การปรากฏตัวพร้อมกันของนายเอกนิติ นางศุภจี และนายสีหศักดิ์ ในฐานะทีมเทคโนแครตมืออาชีพที่มีประสบการณ์บริหารจากภาครัฐและภาคเอกชน เป็นการเปิดตัว ดรีมทีมสีน้ำเงินอย่างเป็นทางการในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ ประกอบกับสถานะทางการเมืองของหัวหน้าพรรค ทำให้ภาพลักษณ์ของภูมิใจไทยขยับจากพรรคการเมืองระดับภูมิภาค สู่การประกาศตัวเป็นพรรคของคนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมสลัดภาพพรรคภูธรลงอย่างชัดเจน

“รอบนีั ภูมิใจไทยมีโอกาสมากที่สุดในการปักธง กทม. เพราะได้กระแสชาตินิยมช่วย และยังได้ผลงานจากทีมเทคโนแครต และกระแสตัวบุคคล จากกลุ่มคนนอก เข้ามาหนุนนำ”

ผศ.ดร.เชษฐา ยังชี้ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์การลงพื้นที่ครั้งนี้มีลักษณะผสมผสานระหว่างการสื่อสารนโยบายกับการสร้างปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับประชาชน ผ่านบุคลากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเชิงเทคโนแครต โดยเลือกพื้นที่สำคัญใจกลางเมือง อาทิ สวนลุมพินี ตลาด อ.ต.ก. จตุจักร เยาวราช รวมถึงพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งรวมคนรุ่นใหม่อย่างสยามสแควร์ ไปจนถึงพื้นที่เมืองเก่า อย่างเยาวราช ซึ่งสะท้อนความตั้งใจเข้าถึงคนชั้นกลางเมือง คนรุ่นใหม่ กลุ่มวัยทำงาน กลุ่มผู้สูงวัย ในกรุงเทพฯ อย่างครอบคลุมที่สุด

สำหรับนัยยะทางการเมืองของการรุกพื้นที่เมืองหลวงครั้งนี้ ผศ.ดร.เชษฐา วิเคราะห์ไว้ 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

หนึ่ง การขยายฐานเสียงไปสู่กลุ่มที่เคยเป็นจุดอ่อนของพรรค เช่น คนชั้นกลางเมือง วัยรุ่น นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีทัศนคติและความสนใจเฉพาะตัว การลงพื้นที่อย่างใกล้ชิดช่วยลดช่องว่างและสร้างความไว้วางใจได้มากขึ้น

สอง การสื่อสารภาพลักษณ์ความเป็นกันเอง ผ่านการหาเสียงแบบไม่จัดตั้งมวลชน เน้นการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ การรับฟังข้อเสนอ ถ่ายภาพเซลฟี่ และปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับประชาชน สะท้อนว่าทีมเทคโนแครตที่ถูกมองว่าสูงส่งทางสถานภาพ สามารถเข้าถึงประชาชนได้ง่ายและไม่ถือตัว

สาม การชูนโยบายเศรษฐกิจเป็นหัวใจหลักของการสื่อสาร โดยใช้จุดแข็งของทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ เชื่อมโยงกับปัญหาปากท้อง การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการฟื้นฟูรายได้ของประชาชนในพื้นที่จริง

สี่ การเปิดพื้นที่ถกเถียงประเด็นสาธารณะที่คนเมืองให้ความสนใจ เช่น ประเด็นประชามติและรัฐธรรมนูญ ซึ่งช่วยให้พรรคสามารถแสดงจุดยืนต่อประเด็นใหญ่ได้โดยตรง ลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล และสร้างบทสนทนาทางการเมืองกับคนรุ่นใหม่

“มันเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของพรรคภูมิใจไทยในการ เปิดศักราช กทม. อย่างเป็นทางการ มุ่งขยายฐานเสียงสู่คนรุ่นใหม่และประชาชนในเมืองใหญ่ ผ่านทีมเทคโนแครตมืออาชีพที่มีผลงานและภาพลักษณ์ด้านความสามารถ เป็นการประกาศปิดจุดอ่อนเดิม และสถาปนาภาพลักษณ์พรรคการเมืองของคนทั้งประเทศอย่างชัดเจนในการเลือกตั้งครั้งนี้” ///


ข่าวที่เกี่ยวข้อง