ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินภาพรวมสนามเลือกตั้งครั้งใหม่ว่า แม้จะเห็นภาพ 3 สี 3 ขั้ว แต่ในทางปฏิบัติ คู่ชิงตัวจริงมีเพียง 2 พรรค คือ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีกลยุทธ์เฉพาะตัวที่ไม่ทับซ้อนกัน ส่วนเพื่อไทย ถอยไปเป็นตัวแปรแล้ว
ดร.สติธร ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยเดินเกมแบบ “บ้านใหญ่” เครือข่ายทางการเมืองเข้มแข็งทุกมิติ พร้อมใช้ทุกทรัพยากรในการโกยคะแนนหวังขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โดยรอบนี้ มีกระแสรักชาติช่วยหนุนนำ ขณะที่พรรคประชาชนมาในแนวทางตรงข้าม โดยอาศัยพลังของกระแส นโยบาย และจุดยืนทางการเมือง เข้าสู้ นี่คือมวยคู่เอก ส่วนพรรคสีแดง การเลือกตั้งรอบนี้ จะขยับไปเป็นตัวแปร เปิดทางให้พรรคน้ำเงิน กับพรรคส้มสู้กัน และรอบนี้ จะสูสีมาก
“สำหรับจำนวน สส.ของพรรคภูมิใจไทย เมื่อตั้งต้นจาก สส.เดิมราว 70 คน บวกกับกระแสการย้ายพรรคของ สส.จากหลายพรรค ทั้งรวมไทยสร้างชาติ ชาติไทยพัฒนา หรือแม้แต่บางส่วนจากเพื่อไทย ก็มีความเป็นไปได้ที่ภูมิใจไทยจะได้ สส.เขตถึงราว 140 ที่นั่ง และเมื่อได้ สส.บัญชีรายชื่อเพิ่มเติม น่าจะแตะระดับ 150 ที่นั่ง ซึ่งจะเปิดทางให้พรรคขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทันที ไม่ว่าจำนวนนี้ จะเป็นที่ 1 หรือที่ 2 ก็ตามแต่ เพราะมีโอกาสชวนพรรคอื่นมาร่วมง่ายกว่าพรรคประชาชน”
อย่างไรก็ตาม ห้ามประมาทพรรคประชาชน รอบนี้ เขาก็หวังที่ 1 เหมือนกัน ซึ่งคิดว่าน่าจะได้เสียงสูสีกับพรรคภูมิใจไทย คือประมาณ 140 – 160 ชนะไม่ขาด แพ้ไม่ขาด แต่ โอกาสจับพรรคอื่นตั้งรัฐบาลมีจำกัดมาก
“สถานการณ์ตอนนี้ พรรคภูมิใจไทยสดใสกว่า ส่วนพรรคประชาชน ต้องสู้ยิบตา เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของแนวร่วม ขณะที่พรรคเพื่อไทย ถอยไปเป็นพรรคตัวแปร ด้วยสถานการณ์ การเมืองที่ไม่เอื้อ ให้เติบโต และเมื่อไม่มีพรรคไหนไปถึง 250 เสียง ทำให้พรรคการเมือง ต้องรวมเสียงเพื่อตั้งรัฐบาล โอกาสจึงมาอยู่ที่พรรคภูมิใจไทยทันที” ///
