รัฐบาลไทยยืนยัน การเจรจาภาษีการค้าที่สำคัญระหว่างไทยและสหรัฐฯ จะยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาจะยังคงคุกรุ่น นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยืนยันด้วยตนเองว่าประเด็นด้านความมั่นคงและการระงับปฏิญญาสันติภาพของไทย จะไม่ถูกนำมาเป็นเงื่อนไขในการเจรจาการค้า
ความชัดเจนดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความสับสน หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้รับจดหมายจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เนื้อหาในจดหมายระบุว่า สหรัฐฯ ขอ “ระงับการเจรจาภาษีการค้าชั่วคราว” กับไทย โดยเชื่อมโยงประเด็นดังกล่าวเข้ากับการที่ไทยประกาศระงับการปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพกับกัมพูชา ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับรัฐบาลไทยที่ยืนยันมาตลอดว่าเรื่องการค้าและความมั่นคงเป็นคนละประเด็นกัน
การระงับปฏิญญาสันติภาพของไทย (ซึ่งลงนามในมาเลเซียเมื่อเดือนตุลาคมโดยมี ปธน.ทรัมป์ เป็นสักขีพยาน) เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน รัฐบาลไทยและกองทัพไทยกล่าวหาว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรงด้วยการวางทุ่นระเบิดใหม่ และประกาศ “ยุติข้อตกลงทั้งหมด” จนกว่ากัมพูชาจะแสดงความจริงใจ
อย่างไรก็ตาม นายกฯ อนุทิน ได้ชี้แจงผ่านโซเชียลมีเดียว่า จดหมายจาก USTR ฉบับดังกล่าวถูกพิมพ์ขึ้น “ก่อน” ที่ตนจะได้สนทนาทางโทรศัพท์สายตรงกับ ปธน.ทรัมป์ เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน และล่าสุดในช่วงค่ำวันที่ 15 พฤศจิกายน นายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ได้โทรศัพท์มายืนยันอีกครั้งว่า ปธน.ทรัมป์ ได้รับปากว่าจะไม่นำประเด็นการระงับปฏิญญามาเกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีการค้า
นายกฯ อนุทิน ย้ำว่าข้อมูลที่ได้รับจาก ปธน.ทรัมป์ โดยตรง (ผ่านนายกฯ อันวาร์) ถือเป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบันที่สุด โดย ปธน.ทรัมป์ แสดงความเข้าใจจุดยืนของไทย และเห็นด้วยว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่ไทยควรเร่งดำเนินการ รัฐบาลไทยจึงยืนยันว่าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าต่อไป