คัดลอก URL แล้ว
คนไทยเสี่ยง NCDs เพิ่มสูง วัยรุ่นต่ำกว่า 40 ปีป่วยมากสุด

คนไทยเสี่ยง NCDs เพิ่มสูง วัยรุ่นต่ำกว่า 40 ปีป่วยมากสุด

คณะแพทย์รามาธิบดี ร่วมกับ สวรส. และ สสส. เผยผลสำรวจสุขภาพคนไทยครั้งที่ 7 พบคนวัยรุ่น–วัยทำงานเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปีจากพฤติกรรมสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และขาดการออกกำลังกาย ชี้นโยบายสาธารณะยังอ่อนแรง ไทยยังสอบตกตัวชี้วัดสุขภาพโลก

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงผล “การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (NHES)” ปี 2567–2568 ภายใต้หัวข้อ “สถานการณ์โรค NCDs ของไทย แนวโน้มและข้อเสนอเชิงนโยบาย” พบว่าคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปี มีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สูงขึ้นอย่างชัดเจน สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ภาวะอ้วน และขาดกิจกรรมทางกาย

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช หัวหน้าโครงการฯ ระบุว่า การสำรวจครั้งนี้เป็นการตรวจสุขภาพจริง ไม่อิงข้อมูลบอกเล่า จึงสะท้อนความจริงระดับประเทศอย่างแม่นยำ โดยในกลุ่มอายุ 15–34 ปี หากไม่มีปัจจัยเสี่ยงจะพบโรคเบาหวานเพียง 0.3% แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงครบทั้งสูบบุหรี่ อ้วน ไขมันสูง และความดันโลหิตสูง อัตราเสี่ยงจะพุ่งถึง 45.2% อีกทั้ง 70% ของผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าในไทยอยู่ในกลุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปี แสดงถึงวิกฤตสุขภาพในกลุ่มเยาวชนที่รุนแรงขึ้น

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ระบุว่า การจัดการโรค NCDs ของไทยยังขาดการบูรณาการเชิงนโยบาย แม้จะมีหน่วยงานในพื้นที่ แต่พบว่าคณะกรรมการควบคุมยาสูบจังหวัดทั่วประเทศกว่า 70 จังหวัด มีเพียง 20 จังหวัดเท่านั้นที่มีการประชุมภายในปีที่ผ่านมา ชี้ว่านโยบายสาธารณะยังไม่เข้มแข็งเพียงพอในการผลักดันมาตรการด้านภาษี การควบคุมสินค้าอันตราย และสิ่งแวดล้อมสุขภาพ

ด้าน รศ.นพ.เพชร รอดอารีย์ สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อฯ กล่าวว่า ผู้ป่วยเบาหวานในไทยรู้ว่าตนเองเป็นโรคถึง 73% แต่สามารถควบคุมโรคได้ไม่ถึง 40% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายองค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ 80% พร้อมเสนอให้สื่อสารข้อมูลสุขภาพอย่างรอบด้าน ป้องกันการบิดเบือนจากอินฟลูเอนเซอร์ที่ให้ข้อมูลผิดทางโภชนาการ

ขณะที่ นพ.กฤษดา หาญบรรเจิด และ พญ.นงนุช ภัทรอนันตนพ จากกรมควบคุมโรคและกรมอนามัย ย้ำว่าแนวทางรับมือ NCDs ต้องเน้น “ป้องกันก่อนป่วย” ผ่านระบบสาธารณสุขชุมชน โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ และการอบรมสหวิชาชีพ ทั้งแพทย์ พยาบาล นักโภชนาการ และอสม. เพื่อปรับพฤติกรรมสุขภาพตั้งแต่ระดับครอบครัว

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการ สช. กล่าวเสริมว่า “โรค NCDs ไม่ต่างจากโควิด ต้องมีวอร์รูมระดับชาติ” เพราะสร้างภาระทางเศรษฐกิจมากถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี จึงควรใช้ข้อมูลสำรวจนี้เป็นฐานในการขับเคลื่อนเชิงรุก โดยอาศัยเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเพื่อปรับนิสัยสุขภาพในชุมชน เช่น การเก็บเงินสุขภาพ 10 บาทแทนการซื้อสุรา–บุหรี่ ซึ่งสามารถขยายผลสู่ระดับประเทศได้

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โรค NCDs เป็น “ภัยเงียบระดับโลก” ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน โดย ดร.สุชีรา บรรลือศิลป์ WHO Thailand เสนอให้รัฐและเอกชนร่วมลงทุนในมาตรการป้องกันก่อนเกิดโรค เหมือนช่วงวิกฤตโควิดที่ทุกกระทรวงร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายอย่างจริงจัง เพราะการป้องกันตั้งแต่ต้นทุนถูกกว่าการรักษาหลายเท่า

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวปิดท้ายว่า สสส. ได้นำข้อมูลการสำรวจมาพัฒนา “ดัชนีภาระโรค (Burden of Diseases)” และ “คะแนนสุขภาพประชาชน (Health Score)” เพื่อใช้เป็นเข็มทิศนโยบายสุขภาพระดับประเทศ โดยเสนอให้เพิ่มการคัดกรองความเสี่ยงสุขภาพครอบคลุมกลุ่มอายุต่ำกว่า 35 ปี และปรับกิจกรรมรณรงค์ไปสู่กลุ่มวัยรุ่น–วัยทำงานมากขึ้น เพื่อหยุดวงจร NCDs ตั้งแต่ต้นเหตุ