เฉลิมชัย ลงพื้นที่อุทยานฯ เขาพระวิหาร ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้พิทักษ์ป่าตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ในสังกัดสำนักบริหารฯที่ 9 อุบลราชธานี ก่อนเป็นประธานมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ มาตรา 64 และมาตรา 121 พื้นที่นำร่องป่าอนุรักษ์ 2 แห่ง
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้พิทักษ์ป่าตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในสังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 อุบลราชธานี ณ อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
โดย นายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 และ ผู้แทนกองกำลังสุรนารี ได้บรรยายสรุปสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จากนั้น รมว.ทส.ได้มอบนโยบาย และกล่าวให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานชายแดน และมอบเสบียงให้กำลังใจแก่ตัวแทนกองกำลังสุรนารี
จากนั้นได้เป็นประธานมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย และมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ. ศ. 2562 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุญฑริก-ยอดมน แก่ผู้แทนประชาชน
โดยนายเฉลิมชัย มีความห่วงใยเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า และประชาชน ในช่วงวิกฤตสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชาเป็นอย่างมาก จึงขอเป็นกำลังใจ และพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต้องขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 ที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถ และเป็นกำลังสำคัญสนับสนุนฝ่ายความมั่นคงตามแผนการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ไม่ว่า การสนับสนุนอาคาร สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก การสนับสนุนเจ้าหน้าที่และยานพาหนะในการอพยพประชาชน รวมถึงการร่วมบริจาคสิ่งของจำเป็น อาหาร น้ำดื่ม การรับและแจกจ่ายสิ่งของบริจาค ช่วยเหลือประชาชน และการดูแลความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของชุมชน
สำหรับแนวทางการพัฒนาพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 ได้กำหนดไว้ 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย การช่วยเหลือเยียวยาพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชาตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมสนับสนุนแผนงาน งบประมาณ และวัสดุอุปกรณ์จำเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อประสานการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง การคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในการป้องกันและปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนของประเทศไทย และการบูรณะซ่อมแซมและฟื้นฟู วัสดุ ครุภัณฑ์ สิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายและสูญหายพร้อมประเมินความเสียหายเบื้องต้น รายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามลำดับชั้น และประสานงานและเร่งรัดการเก็บกู้วัตถุระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ปฏิบัติงานและเส้นทางตรวจการณ์ เส้นทางยุทธวิธี และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนในการเผชิญเหตุวัตถุระเบิดและกู้ชีพกู้ภัยฉุกเฉิน โดยวิทยากรจากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) เพื่อให้มีความพร้อมในการเดินลาดตระเวนต่อไป
“ส่วนในระยะยาว ที่จะดำเนินการ อาทิ การปรับปรุงเส้นทางตรวจการณ์เส้นทางยุทธวิธีให้สามารถใช้งานได้ตลอดฤดูกาล พร้อมบูรณาการเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง เฝ้าระวังและลาดตระเวน ในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จัดตั้งจุดตรวจ ตั้งจุดสกัดหน่วยพิทักษ์ป่าชายแดน เพิ่มเติมในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน และสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์จำเป็นที่มีสมรรถนะสูง และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพียงพอต่อการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีบ้านพักของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร และสถานีควบคุมไฟป่าเขาพระวิหาร ได้รับความเสียหาย 6 ราย ได้ดำเนินการช่วยเหลือ ด้วยการมอบเงินบริจาคจากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ในการสนับสนุนการซ่อมแซมบ้านเรือน จำนวน 234,688 บาท พร้อมมอบเงินสนับสนุนจากกองทุนสวัสดิการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่บ้านพังทั้งหลัง อีก 3 ราย เป็นเงิน 155,000 บาท ล่าสุดสำรวจพบอีก 1 ราย รวมเป็น 7 ราย สาเหตุที่พึ่งสำรวจพบเนื่องเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ต่อเนื่องและพึ่งได้ออกมาจากพื้นที่ป่าก่อนจะพบว่าบ้านพักได้รับความเสียหายจากสะเก็ดระเบิดเช่นกัน ซึ่งทางกรมอุทยานฯจะได้ดำเนินการช่วยเหลือต่อไป
ด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎรในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 อุบลราชธานี ว่า จากการสำรวจการถือครองที่ดินของราษฏรในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในสังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 ได้ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2561 รวม จำนวน 14 พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 202 หมู่บ้าน ประชากร 14,562 ราย รวมเนื้อที่ 137,307.32 ไร่ โดยดำเนินการรังวัดสอบทาน และตรวจสอบคุณสมบัติตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดแล้ว ในพื้นที่นำร่องป่าอนุรักษ์ 2 แห่ง รวม 116 ราย 131 แปลง เนื้อที่ 885.75 ไร่ ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติภูจองนายยอย จำนวน 1 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านคำบาก หมู่ 6 ตำบลห้วยข่า อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 47 ราย 52 แปลง เนื้อที่ 290.60 ไร่ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุณฑริก-ยอดมน จำนวน 1 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านแก่งศรีโคตร หมู่ 3 ตำบลโนนก่อ อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 69 ราย 79 แปลง เนื้อที่ 595.15 ไร่
โดยการลงพื้นที่วันนี้นายเฉลิมชัย ยังได้มอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ ตามแบบ อส.12 ก และ แบบ อส. ข ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติของคณะทำงาน และรับรองผลโดยคณะกรรมการพิจารณาผลการสำรวจแล้ว รวมจำนวน 10 ราย โดยเป็นในส่วนพื้นที่ อช. ภูจองนายอย บ้านคำบาก หมู่ที่ 6 ต.ห้วยข่า อ.บุณฑริก จำนวน 5 ราย 5 แปลง ส่วนในพื้นที่ ขสป. บุณฑริก-ยอดมน บ้านแก่งศรีโคตร หมู่ที่ 3 ต.โนนก่อ อ.สิรินธร จำนวน 5 ราย 5 แปลงเช่นกัน




