คัดลอก URL แล้ว
“CIB” เตรียมตรวจสอบวัดทั่วประเทศ 40,000 แห่ง จัดเก็บข้อมูลแหล่งรายได้เข้า Big Data

“CIB” เตรียมตรวจสอบวัดทั่วประเทศ 40,000 แห่ง จัดเก็บข้อมูลแหล่งรายได้เข้า Big Data

วันที่ 6 สิงหาคม 2568 พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า ปฏิบัติการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการตรวจสอบการทุจริตในแวดวงพระพุทธศาสนาครั้งนี้ ได้นำฐานข้อมูลจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเข้าระบบ Big Data ของตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อประมวลผลและตรวจสอบพฤติกรรมต้องสงสัยของพระสงฆ์ทั่วประเทศ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า มีพระภิกษุที่ถูกตั้งเป้าหมายในการตรวจสอบรวมทั้งหมด 510 รูป โดยในจำนวนนี้มีพระที่ลาสิกขาไปแล้วกว่า 300 รูป และยังคงมีสมณเพศอยู่ราว 153 รูป สำหรับพระที่ลาสิกขาไปแล้ว 28 รูป พบว่าเข้าข่ายกระทำความผิดและสามารถจับกุมได้แล้ว 26 รูป ส่วนพระที่ยังครองสมณเพศอยู่ พบ 153 รูป และเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวได้ 137 รูป ขณะที่พระที่เหลือบางส่วนอยู่ระหว่างการติดตามตัว

ในส่วนของพระ 4 รูปที่ยังไม่ได้ลาสิกขา แต่มีหมายจับหรือพฤติกรรมเข้าข่ายต้องถูกดำเนินคดีนั้น เมื่อช่วงเย็นวานนี้(5 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางได้เข้าพบเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจ โดยได้รับความร่วมมือจากพระสังฆาธิการ ที่ชี้แจงว่าตามหลักพระธรรมวินัย พระภิกษุที่ยังครองสมณเพศจะไม่สามารถถูกดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายได้ จึงแนะนำให้ลาสิกขาเพื่อไปต่อสู้คดีในฐานะฆราวาส ซึ่งหากพ้นผิดก็สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ พระทั้ง 4 รูปจึงยินยอมลาสิกขาในที่สุด

ขณะเดียวกัน วันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่จากกรมการศาสนา เพื่อเข้าตรวจสอบวัดทั่วประเทศกว่า 40,000 แห่ง โดยจะรวบรวมข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งพระสงฆ์ประจำวัด, บัญชีวัด, มูลนิธิในวัด, ไวยาวัจกร, คณะกรรมการวัด, ระบบบริหารจัดการ และตู้บริจาคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำเข้าสู่ระบบ Big Data ของตำรวจสอบสวนกลาง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 7 วัน (6-12 สิงหาคมนี้) เพื่อสร้างฐานข้อมูลพระสงฆ์และระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยป้องกันและปราบปรามการทุจริตในวงการพระพุทธศาสนาได้ยากขึ้น

สำหรับกรณีที่ประชาชนร้องเรียนผ่านกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามว่า มีหมอดูชื่อดังใช้ชื่อ “วัดพระบาทน้ำพุ” เปิดรับบริจาคเงินโดยไม่มีความชัดเจน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่ามีการนำเงินไปให้เจ้าอาวาสจริงหรือไม่ และหากให้จริง เจ้าอาวาสได้นำไปใช้อย่างไร ซึ่งหากเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงก็จะมีการดำเนินการตามกฎหมาย

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังย้ำว่า หากบุคคลภายนอกเปิดบัญชีรับเงินบริจาคโดยอ้างว่าเป็นของวัด และสามารถถอนเงินได้เพียงรายเดียว ถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักการบริหารบัญชีวัด เพราะบัญชีวัดต้องมีคณะกรรมการวัดร่วมตรวจสอบและดูแลทุกขั้นตอน เงินที่ได้รับบริจาคมาต้องนำไปใช้เพื่อกิจของวัดเท่านั้น และไม่สามารถนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นโดยพลการได้ หากพบว่าบัญชีดังกล่าวไม่ใช่บัญชีของวัดโดยตรง หรือไม่มีการอนุมัติจากคณะกรรมการวัด ก็จะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ข่าวที่เกี่ยวข้อง