สนามเม็ตไลฟ์ สเตเดี้ยม ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของแฟนบอลทั่วโลก “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ได้สร้างค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ ด้วยการโชว์ฟอร์มการเล่นอันสมบูรณ์แบบทั้งรุกและรับ ไล่ถล่มทีมเต็งหนึ่งอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ไปอย่างราบคาบ 3-0 คว้าแชมป์ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 2025 ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่

เกมหยุดโลกเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางบรรยากาศสุดยิ่งใหญ่ โดยในช่วง 20 นาทีแรก ทั้งสองทีมต่างเล่นกันอย่างรัดกุมและพยายามชิงจังหวะในแดนกลาง แต่แล้วในนาทีที่ 22 สมดุลของเกมก็พังทลายลง เมื่อ มาโล กุสโต้ แบ็คขวาของเชลซีทะลุขึ้นมาทางฝั่งขวาก่อนจะจ่ายเข้ากลางให้ โคล พาลเมอร์ วิ่งเข้ามายิงด้วยซ้ายเสียบมุมเข้าไปอย่างเฉียบขาด เชลซีออกนำ 1-0

ประตูขึ้นนำเหมือนเป็นการปลดล็อกทุกสิ่งทุกอย่างให้กับทีมจากลอนดอน พวกเขายิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ และเพียง 8 นาทีถัดมา ในนาทีที่ 30 โคล พาลเมอร์ คนเดิม ก็แผลงฤทธิ์อีกครั้ง คราวนี้เขาโชว์ทักษะเฉพาะตัวลากบอลตัดเข้าในก่อนจะปั่นด้วยซ้ายข้างถนัด บอลโค้งเสียบมุมเดิมเข้าไปอย่างงดงามหมดจด ชนิดที่ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ได้แต่ป้องกันด้วยสายตา เชลซีหนีห่างเป็น 2-0

ก่อนหมดครึ่งแรกในนาทีที่ 43 พาลเมอร์ที่ฟอร์มร้อนแรงสุดขีด ก็สวมบทบาทผู้สร้างสรรค์โอกาส ด้วยการจ่ายบอลทะลุช่องให้ เจา เปโดร หลุดเดี่ยวเข้าไปกระดกบอลข้ามตัวดอนนารุมม่าเข้าไปอย่างเหนือชั้น จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ที่ช็อกโลก 3-0

กลับมาในครึ่งหลัง เปแอสเชพยายามโหมบุกอย่างหนักเพื่อทวงประตูคืน และเกือบทำได้สำเร็จในนาทีที่ 52 จากจังหวะยิงจ่อๆ ของ อุสมาน เดมเบเล่ แต่ โรเบิร์ต ซานเชซ นายทวารของเชลซี ก็โชว์ซูเปอร์เซฟบินปัดออกไปได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำลายความหวังของทีมจากฝรั่งเศส

สถานการณ์ของเปแอสเชย่ำแย่ลงไปอีกในนาทีที่ 85 เมื่อ เจา เนเวส ไปเล่นนอกเกมใส่ มาร์ก กูกูเรย่า จนถูกใบแดงไล่ออกจากสนามไป ช่วงเวลาที่เหลือจึงเป็นเชลซีที่คุมเกมไว้ได้ทั้งหมดจนกระทั่งสิ้นเสียงนกหวีดยาว

จบเกม เชลซีเอาชนะไปอย่างสมบูรณ์แบบ 3-0 คว้าแชมป์สโมสรโลกสมัยที่ 2 มาครองได้สำเร็จ และจารึกชื่อเป็นสโมสรแรกที่ได้ชูถ้วยแชมป์ในรูปแบบใหม่อันทรงเกียรตินี้

