คัดลอก URL แล้ว
ภัยเงียบบุหรี่ไฟฟ้า ลามโรงเรียน นักวิชาการจี้รัฐคุมเข้ม

ภัยเงียบบุหรี่ไฟฟ้า ลามโรงเรียน นักวิชาการจี้รัฐคุมเข้ม

เวทีเสวนา “เปิดเทอม ปิดบุหรี่ไฟฟ้า” โดยจุฬาฯ และ สสส. เผยแนวโน้มการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนพุ่งสูง แนะรัฐเร่งสร้างภูมิคุ้มกันในโรงเรียน-ชุมชน หวั่นภัยเงียบลามหนัก

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนา “เปิดเทอม ปิดบุหรี่ไฟฟ้า” ณ ห้องรสสุคนธ์ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ เพื่อรายงานผลการดำเนินโครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันสุขภาวะต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชน ซึ่งใช้งบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมแลกเปลี่ยนสถานการณ์ความรุนแรงของบุหรี่ไฟฟ้าในสังคมไทย ตลอดจนแนวทางป้องกันที่ยั่งยืนโดยเฉพาะในสถานศึกษา

ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ที่ปรึกษาโครงการฯ เปิดเผยว่าการขับเคลื่อนเชิงรุกเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยต้องอาศัยการบูรณาการจากหลายภาคส่วน ทั้งการให้ความรู้ พัฒนาศักยภาพเครือข่ายเยาวชน ออกกฎหมายควบคุม และเฝ้าระวังอย่างเร่งด่วน โดยผลสำรวจจากคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ร่วมกับ สสส. และ สวรส. พบว่า เยาวชนอายุ 15–29 ปี มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 5.8% ในปี 2562 เป็น 12.2% ในปี 2567–2568 ซึ่งสะท้อนความเร่งด่วนของปัญหา พร้อมนำเสนอมาตรการควบคุมจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ ที่กำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุม ห้ามขายผู้ต่ำกว่า 21 ปี และ สหราชอาณาจักรที่เตรียมออกกฎหมาย Tobacco and Vapes Bill เพื่อป้องกันนักสูบหน้าใหม่อย่างครอบคลุม

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า แม้ไทยจะลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลงจาก 32% เหลือ 16% ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา แต่ยังพบว่าผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยเฉพาะกลุ่มอายุ 20–24 ปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ข้อมูลจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.นเรศวร พบว่าเยาวชนจำนวนมากยังขาดความเข้าใจเรื่องอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า โดย 39.3% ไม่เชื่อว่าจะทำให้เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด, 36.6% ไม่เชื่อว่าไอบุหรี่ไฟฟ้ามือสองอันตราย, 35.8% ไม่เชื่อว่าอาจทำให้ปอดอักเสบรุนแรง และ 34.2% ไม่เชื่อว่าจะกระทบต่อสมองและการเรียนรู้ นอกจากนี้ ครูกว่าครึ่งมองว่ากฎของโรงเรียนไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง และขาดความร่วมมือจากผู้ปกครอง

เวทีเสวนานี้ยังชี้ว่ารัฐควรดำเนินการรณรงค์อย่างต่อเนื่องจริงจัง โดยมีโรงเรียนเป็นพื้นที่ต้นแบบ ทั้งในด้านสื่อสารสาธารณะ การจัดกิจกรรมเสริมภูมิคุ้มกัน และกำหนดมาตรการชัดเจนให้ครู-ผู้ปกครองมีบทบาทร่วมอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ภาครัฐสามารถปราบปรามตลาดบุหรี่ไฟฟ้าได้แล้วถึง 80% ภายใน 4 เดือนที่ผ่านมา แต่การเข้าถึงในกลุ่มนักเรียนยังคงพบอยู่มาก จึงต้องเร่งจัดการความย้อนแย้งดังกล่าวอย่างเป็นระบบในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ พร้อมเสนอให้ใช้เวทีนี้เป็นต้นแบบขับเคลื่อนการแก้ปัญหายาเสพติดอื่น ๆ ที่ยึด “ปัญหา” เป็นศูนย์กลางในการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง


ข่าวที่เกี่ยวข้อง