คัดลอก URL แล้ว
ทรัมป์เสนอเปิดคุก “อัลคาทราซ” อีกครั้ง ใช้ขัง “ผู้กระทำความผิดที่โหดร้ายและรุนแรง”

ทรัมป์เสนอเปิดคุก “อัลคาทราซ” อีกครั้ง ใช้ขัง “ผู้กระทำความผิดที่โหดร้ายและรุนแรง”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โพล์ผ่าน Truth Social ถึงแนวทางที่จะกลับมาเปิดเรือนจำอัลคาทราซ ซึ่งเป็นเรือนจำที่ตั้งอยู่กลางอ่าวซานฟรานซิสโก ของสหรัฐฯ อีกครั้ง หลังจากถูกปิดไปเป็นเวลานาน จากประเด็นฉาวโฉ่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต

โดยทรัมป์ได้ระบุว่า “ผมได้สั่งการให้กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เอฟบีไอ และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ เปิดเรือนจำอัลคาทราซอีกครั้ง พร้อมทั้งขยายขนาดและสร้างใหม่ เพื่อใช้เป็นที่คุมขังผู้ที่กระทำความผิดที่โหดร้ายและรุนแรงที่สุดในอเมริกา เราจะไม่ยอมเป็นตัวประกันของเหล่าอาชญกร อันธพาล รวมถึงผู้พิพากษาที่กลัวในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา และปล่อยให้พวกเราต้องมาจัดการกับเหล่าอาชญากรเหล่านี้ ที่เดินทางมากระทำผิดในประเทศของเรา”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ระบุอีกว่า การเปิดเรือนจำอัลคาทราซถือเป็นการทำหน้าที่ของการเป็นสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรม ระเบียบ และกฎหมาย อีกครั้ง แม้ว่า มันจะเป็นสัญลักษณ์ที่น่าเศร้าก็ตาม

ซึ่งที่ผ่านมา ทรัมป์มีปัญหากับศาลและผู้พิพากษาบางส่วนในนโยบายการส่งกลับผู้อพยพที่ต้องสงสัยว่า เป็นมาชิกแก๊งอาชญากรรมไปยังเรือนจำในเอลซัลวาดอร์ เมื่อเดือน มีนาคมที่ผ่านมา

เรือนจำอัลคาทราซนั้น ถูกขนานนามว่า เป็นเรือนจำที่แข็งแกร่งดังกับปราการกลางทะเล ตั้งอยู่บนเกาะขนาดเล็กกลางอ่าวซานฟรานซิสโก เคยถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งประภาคาร และป้อมปราการของกองทัพสหรัฐฯ

ก่อนที่จะถูกสร้างเป็นเรือนจำขนาดใหญ่ในช่วงราวปี ค.ศ. 1912 แล้วเสร็จในปี 1920 และถูกโอนการดูแลจากกองทัพสหรัฐฯ สู่กระทรวงยุติธรรม ในปี 1933 เพื่อใช้คุมขังนักโทษภายใต้ระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุด ไม่มีสิทธิพิเศษใด ๆ เปิดดำเนินการในปี ค.ศ. 1934 ภายใต้ชื่อ “ทัณฑสถานกลางสหรัฐอเมริกา อัลคาทราซ” (United States Penitentiary, Alcatraz Island) หรือที่รู้จักกันในนาม “เดอะร็อค” (The Rock) เนื่องจากตั้งอยู่บนเกาะหินกลางทะเลที่มีกระแสน้ำเชี่ยวกรากและน้ำทะเลที่เย็นจัด ทำให้การหลบหนีเป็นไปได้ยากยิ่ง

ทำให้ที่นี่ มีนักโทษชื่อดังหลายคนที่ถูกนำมาขังไว้ เช่น อัล คาโปน (Al Capone) เจ้าพ่อหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่เปิดทำการนั้น มีนักโทษพยายามหลบหนีเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รอด ถูกจับได้ จำนวนไม่น้อยก็เสียชีวิตจากทั้งการถูกยิงระหว่างหลบหนี หรือจมน้ำตายในอ่าวซานฟรานซิสโก

ตลอดเวลาที่มีการดำเนินการ ก็มีฉาวโฉ่จำนวนมาก ทั้งจากสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย ระเบียบที่เคร่งครัดและเข้มงวด ส่วนนักโทษที่ฝ่าฝืนกฏไปแยกขังเดียวในห้องขังที่ 6 ที่ถูกเรียกว่า “The Hole” (เดอะโฮล) ซึ่งเป็นห้องขังเดี่ยวที่มืดมิดและสกปรก บางครั้งนักโทษถูกขังโดยไม่มีเสื้อผ้าและผ้าห่ม

ปัญหาการเหยียดผิวในเรือนจำ โดยนักโทษผิวดำถูกแยกออกจากไปอยู่ในห้องขังที่แย่ที่สุด และได้รับการปฏิบัติต่อนักโทษไม่ดีนัก นอกจากนี้ยังมีปัญหาการทำร้ายกันระหว่างนักโทษ การทำร้ายร่างกายผู้คุม

โดยเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดคือ ยุทธการอัลคาทราซ (The Battle of Alcatraz) ในปี ค.ศ. 1946 หลังนักโทษจำนวนหนึ่งได้พยายามแหกคุก โดยจับผู้คุมเป็นตัวประกันและยึดอาวุธไว้ ทำให้เหตุการณ์ดังกล่าวบานปลายออกไป จนต้องใช้กำลังทหารเข้ามาควบคุมสถานการณ์ นำไปสู่การเสียชีวิตของทั้งนักโทษและผู้คุม

เรือนจำอัลคาทราซถูกปิดตัวลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 1963 เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงมาก และกระแสข่าวอันฉาวโฉ่ ก่อนกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สันทนาการแห่งชาติโกลเดนเกต (Golden Gate National Recreation Area) ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดแห่งหนึ่งในซานฟรานซิสโก

ที่มา – https://truthsocial.com/@realDonaldTrump/114452025916969327