นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนการฮั้วเลือก สว. ว่า กกต. ดำเนินการไม่ได้ชักช้า โดยจะพยายามเร่งรัดการดำเนินการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง โดยเปิดโอกาสให้ได้รับทราบและชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมพยานหลักฐาน
ประธาน กกต. ชี้แจงว่า การตรวจสอบบางครั้งต้องใช้เวลาเพราะเกี่ยวข้องกับบุคคลจำนวนมาก หากมีพยานหลายคนหรือมีข้อสงสัย มีผู้เกี่ยวข้องเป็นร้อยคน ก็จำเป็นต้องใช้เวลาในการสอบสวน ถ้าสรุปเร็วเกินไปก็จะไม่ได้รับความยุติธรรม หรือหากเร่งดำเนินการและเรื่องมาถึงสำนักงานเลขาธิการ กกต. แล้วเห็นว่าการสอบสวนไม่ครบถ้วน ก็อาจจะมีการสั่งให้ไปสอบเพิ่มเติม เมื่อเรื่องมาถึงคณะอนุกรรมการไต่สวน หากยังขาดความชัดเจนในบางประเด็น ก็อาจมีการสั่งให้สอบเพิ่มเติมอีก ซึ่งเมื่อมาถึง กกต. ก็มีหลายกรณีที่ต้องให้ไปสอบเพิ่มเติมอีกครั้ง
เมื่อถูกถามว่าระยะเวลาในการเลือก สว. ที่ผ่านมานานแล้ว จะเป็นอุปสรรคในการรวบรวมพยานหลักฐานตรวจสอบการฮั้ว สว. หรือไม่ นายอิทธิพรกล่าวว่า กกต. เริ่มรับคำร้องหลังการเลือกระดับอำเภอเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2567 และกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานก็เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น แต่หากมีการร้องหลังการเลือก สว. การรวบรวมพยานหลักฐานก็จะยากขึ้น โดยเฉพาะหากมีพยานบุคคลที่ต้องสอบเป็นจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องใช้เวลา เพราะถ้าไม่ครบถ้วนจะไม่เกิดความยุติธรรมกับผู้เกี่ยวข้อง
คำร้อง 220 เรื่อง พบ 27 เรื่องเข้าข่ายฮั้ว
เมื่อถูกถามว่าคำร้อง 220 เรื่องที่ กกต. ได้รับนั้น มีหลักฐานที่ชี้ว่าเป็นการฮั้ว สว. หรือไม่ นายอิทธิพรเปิดเผยว่า บางเรื่องมาถึง กกต. แล้ว แต่หลักฐานยังไม่ชัดเจน ยังไม่ถึงขั้นที่จะบ่งชี้ว่าเป็นการฮั้ว อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีประมาณ 27 เรื่องที่เข้าข่ายการฮั้ว แต่เรื่องเหล่านี้ยังไม่ได้เข้าสู่ที่ประชุม กกต. เมื่อเข้าสู่ที่ประชุมแล้ว กกต. จึงจะสามารถพิจารณาได้ว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอในการตัดสินหรือไม่ หรือจะต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติม
ประธาน กกต. อธิบายเพิ่มเติมว่า การฮั้วเลือกตั้ง สว. มักเป็นกระบวนการที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ดังนั้นจึงมีพยานบุคคลและผู้ที่ต้องสอบสวนเป็นจำนวนมาก หากมีการนัดสอบแล้วผู้เกี่ยวข้องไม่สะดวก ก็ต้องมีการนัดใหม่ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา แต่ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้ล่าช้า โดย กกต. ได้กำหนดกรอบเวลาไว้แล้ว และพยายามดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้แล้วเสร็จด้วยความรวดเร็ว แต่บางครั้งก็ไม่สามารถเร่งรัดได้ เพราะจะกระทบต่อความยุติธรรมของผู้เกี่ยวข้อง
ดีเอสไอตั้งสอบฟอกเงิน สว. ไม่กระทบไทม์ไลน์ กกต.
เมื่อมีคำถามว่ากรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะเข้ามาตรวจสอบคดีนี้ จะทำให้การทำงานของ กกต. ล่าช้าหรือไม่ นายอิทธิพรชี้แจงว่า อำนาจหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย สว. เป็นหน้าที่ของ กกต. ส่วนการกระทำใดที่เป็นความผิดตามกฎหมายอื่น ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่รักษากฎหมาย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกัน
นายอิทธิพรเสริมว่า ดีเอสไอเพิ่งแจ้งให้ กกต. ทราบว่ามีผู้มาร้องเกี่ยวกับการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย สว. ซึ่ง กกต. ก็ได้มีมติรับเรื่องมาดำเนินการเอง ด้วยเหตุผลที่ว่ามีผู้มาร้องต่อดีเอสไอและความปรากฏตามกฎหมาย โดย กกต. สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ดีเอสไอตรวจสอบมาแล้วประกอบการพิจารณา
ทั้งนี้ มี 3 เรื่องที่อยู่กับดีเอสไอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำร้องการเลือก สว. ที่ฝ่าฝืนตามมาตรา 77(1) หรือที่เรียกว่า “การฮั้ว” โดยหลังจากรับเรื่องจากดีเอสไอแล้ว กกต. ก็จะตั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเป็นคณะสืบสวนไต่สวนร่วมกับ กกต. ด้วย ซึ่งจะทำให้กระบวนการไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ แต่สามารถดำเนินการต่อเนื่องจาก 3 เรื่องที่ดีเอสไอได้ตรวจสอบไว้แล้ว
คณะ สว. สำรองร้อง 157 เลขาฯ กกต.
เมื่อถูกถามถึงกรณีที่คณะ สว. สำรองไปร้องให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ตามมาตรา 157 นายอิทธิพรกล่าวว่า เป็นสิทธิของทุกคน เพราะหาก กกต. ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการหรือสำนักงานหรือเจ้าหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่แล้วมีผู้เห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็เป็นสิทธิที่จะร้องเรียนได้ อย่างไรก็ตาม หากการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามกฎหมาย ก็สามารถชี้แจงได้
นายอิทธิพรยังยืนยันว่า การดำเนินการของ กกต. ในทุกเรื่องอยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื่น พร้อมเผยว่าขณะนี้ยังไม่มีพยานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. ที่ขอกันไว้เป็นพยานหรือขอความคุ้มครอง และไม่คิดว่าจะมี เพราะหากมีต้องเข้าสู่ที่ประชุม กกต. ให้ความเห็นชอบ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีกรณีดังกล่าว