คัดลอก URL แล้ว
ราชทัณฑ์ แจงปมอภิปรายในสภาฯ  ยัน “ไม่มีขบวนการหากินกับคุก”

ราชทัณฑ์ แจงปมอภิปรายในสภาฯ ยัน “ไม่มีขบวนการหากินกับคุก”

ตามที่สื่อมวลชน ได้มีการเผยแพร่ข่าว กรณี นายสิทธิกร ธงยศ สมาชิกวุฒิสภา ได้มีการอภิปราย พร้อมภาพที่มีข้อความว่า “ขบวนการหากินกับคุก” สร้างความไม่เท่าเทียมกันในเรือนจำ และยังกล่าวว่า มีตัวละครที่ใช้ชื่อว่า

“สมเด็จในกรมราชทัณฑ์และเรือนจำ” ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ให้สิทธิพิเศษกับผู้ต้องขังรายอื่นๆ ได้ นั้น กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนว่า จากการอภิปรายดังกล่าว ไม่เป็นความจริง สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน และสร้างความเสียหายให้กับกรมราชทัณฑ์ จึงขอเรียนชี้แจงดังนี้

๑. ประเด็นกล่าวอ้างว่า มีขบวนการ “หากินกับคุก” ในยุคของ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยเมื่อมีผู้ต้องขังเข้าใหม่ในเรือนจำ จะมีผู้ต้องขังด้วยกันพาไปพบบุคคลที่นายสิทธิกรฯ ขนานนามว่า

“สมเด็จ” ซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่มีอิทธิพล มีหน้าที่เป็นมือไม่ให้กับเจ้าพนักงานเรือนจำที่ทุจริต และสามารถทำให้ผู้ต้องขังเข้าใหม่ได้รับอภิสิทธิ์ฝากและใช้เงินในเรือนจำได้เกินกว่าเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท ด้วยการโอนเงินตอบแทนผ่านบัญชีม้าเพื่อเป็น ค่าดำเนินการให้กับเจ้าพนักงานเรือนจำนั้น

กรมราชทัณฑ์ ขอชี้แจงว่า ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการรับ จ่ายเงินฝากของผู้ต้องขังในเรือนจำ พ.ศ. ๒๕๖๓ กำหนดให้ผู้ต้องขังมีเงินฝากในบัญชีได้ไม่เกินคนละ๑๕,๐๐๐ บาท โดยเงินฝากดังกล่าวเป็นเงินที่ญาติฝากไว้ให้กับผู้ต้องขังแต่ละราย เพื่อไว้ซื้อสินค้าจากร้านสงเคราะห์ผู้ต้องขังในเรือนจำ แต่เงินรางวัลที่ผู้ต้องขังได้รับจากการทำงานในเรือนจำ หรือการฝึกวิชาชีพ เรือนจำจะรับฝากเงินไว้ให้ในบัญชีของผู้ต้องขัง ซึ่งอาจทำให้ยอดเงินฝากเกินกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท โดยเงินฝากดังกล่าวเมื่อผู้ต้องขังได้รับการปล่อยตัว จะมาถอนเงินในบัญชีจากเรือนจำไป เพื่อนำไปประกอบอาชีพ เลี้ยงดูครอบครัวภายหลังพันโทษ อนึ่ง กรมราชทัณฑ์ กำหนดให้ผู้ต้องขังสามารถถอนเงินฝากเพื่อใช้จ่ายประจำวันในเรือนจำได้วันละไม่เกิน ๕๐๐ บาท หากจะถอนเงินฝากเกินกว่าวันละ ๕๐๐ บาท ต้องขออนุญาตจากผู้บัญชาการเรื่อนจำ

๒. ประเด็นกล่าวอ้างว่า “สมเด็จ” จัดให้มีการเล่นการพนันโดยใช้กล่องนมหรือกาแฟชนิดซองแทนอุปกรณ์เล่นการพนันหรือแทนเงินสด อีกทั้งยังสามารถใช้โทรศัพท์ ซึ่งเป็นสิ่งของต้องห้ามในเรือนจำ หรือกรณีหากผู้ต้องขังไม่ต้องการ ย้ายเรือนจำ หรือผู้ต้องขัง ซึ่งไม่ได้ป่วยจริงสามารถออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำได้ โดยสมเด็จเป็นผู้ดำเนินการนั้น

กรมราชทัณฑ์ ขอชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง และไม่มีสมเด็จในเรือนจำ เนื่องจาก กรมราชทัณฑ์มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด มีการสลายกลุ่มบ้านที่สร้างอิทธิพล มีการตรวจคันจูโจมสิ่งของต้องห้ามในเรือนจำอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง กรณีการย้ายผู้ต้องขัง มีคณะทำงานจำแนกลักษณะผู้ต้องขังประจำเรือนจำเป็นผู้พิจารณาโดยคำนึงถึงพฤติการณ์ผู้ต้องขัง เหตุผลความจำเป็นในการย้ายอย่างละเอียดรอบคอบ สำหรับกรณีการส่งตัวผู้ต้องขังออกไปรักษา ตัวนอกเรือนจำ ผู้ต้องขังต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์จึงจะสามารถส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลภายนอกได้

ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันว่า นอกจากกฎระเบียบ และมาตรการต่างๆ ที่ได้ชี้แจงข้างต้นแล้ว กรมราชทัณฑ์ ยังเน้นยำให้บุคลากรทุกระดับต้องไม่กระทำการทุจริตผิดคุณธรรมจริยธรรม และต้องปฏิบัติตนตามข้อกำหนดจริยธรรมของกรมราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๕ อย่างเคร่งครัด ที่ผ่านมาหากพบการกระทำทุจริต โดยเฉพาะการนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำหรือการให้ผู้ต้องขังมีอิทธิพล จะดำเนินการลงโทษสถานหนักทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ดี เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัด กรมราชทัณฑ์ จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีมูลก็จะดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องทุกระดับทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด แม้ว่าจะเป็นกรณีความผิดที่เกิดขึ้นก่อนที่พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ตาม


ข่าวที่เกี่ยวข้อง