คัดลอก URL แล้ว
“ตำรวจไซเบอร์” รวบ “จีนเทา-สาวไทย” หลอกลงทุนคริปโต – เอี่ยวแก๊งคอลฯ กัมพูชา

“ตำรวจไซเบอร์” รวบ “จีนเทา-สาวไทย” หลอกลงทุนคริปโต – เอี่ยวแก๊งคอลฯ กัมพูชา

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. แถลงข่าวจับจีนเทาหลอกลวงลงทุนคริปโต สืบเนื่องจากได้มีผู้เสียหายได้แจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ ว่าตนได้ถูกคนร้ายหลอกลวงให้โอนเงิน เพื่อลงทุนในเงินสกุลดิจิทัล ผ่านเว็บไซต์ Neccorpo.site โดยได้มีบุคคลใช้ภาพโปรไฟล์หน้าตาดีติดต่อเข้ามาทางสื่อสังคมออนไลน์ จากนั้น ได้ชวนพูดคุยจนเกิดความไว้ใจและเชื่อใจกัน ต่อมาคนร้ายได้ชักชวนให้ตนลงทุนเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินลงทุน โดยช่วงแรกสามารถถอนเงิน ที่เป็นผลกำไรได้จริง จำนวน 10,000 บาท แต่เมื่อลงทุนในจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆ กลับถอนเงินไม่ได้ สุดท้ายสูญเงินไปกว่า 2 ล้านบาท เป็นต้น

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ในฐานะ ผบช.สอท. จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดสืบสวนกรณีดังกล่าว เพื่อนำตัว ผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย จนสามารถขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาหลักของขบวนการได้จำนวน 2 ราย เป็นชายสัญชาติจีน 1 ราย และหญิงสัญชาติไทย 1 ราย ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกัน โดยฝ่ายหญิงมีอาชีพ ขายสินค้าย่านประตูน้ำ ต่อมาชายชาวจีนซึ่งมีภรรยาและครอบครัวอยู่แล้วได้มาพบรักจนมีความสัมพันธ์กัน ฝ่ายหญิงจึงเปิดบัญชีคริปโตให้ชายชาวจีนใช้ จากนั้นได้ร่วมกันเปิดร้านขายรองเท้าในย่านเยาวราช ซึ่งมีผลประกอบการไม่ค่อยดีนัก แต่ทั้งคู่กลับใช้ชีวิตหรูหรา ขับรถหรู ใช้สินค้าแบรนด์เนม และสะสมตุ๊กตา Bearbrick กว่า 30 ตัว รวมมูลค่าของกลางและทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้กว่า 20 ล้านบาท

โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 2 ราย ได้แก่

  1. นายเชา สัญชาติจีน อายุ 34 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1138/2568
  2. น.ส.นริศราฯ อายุ 21 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1137/2568

สำหรับพฤติการณ์นายเชา (จีนเทา) ในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมามีพฤติกรรมเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยหลายครั้ง นอกจากนั้นยังพบอีกว่า ผู้ต้องหาดังกล่าวมีความ เชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงออนไลน์อื่นอีก 28 คดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท มีคงามเชื่อมโยงคดีพนันออนไลน์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชาอีกด้วย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา รวมทั้งข้อมูลสลิปโอนเงินกว่า 5,000 รายการ มียอดการโอนแต่ละครั้งตั้งแต่ 1 – 5 แสนบาท ทำให้เชื่อว่าขบวนการอาจมีเงินหมุนเวียนหมื่นล้านบาทต่อปี เร่งขยายผลเพิ่มเติม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันโดยทุจริตหรือ โดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์, ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ”

สำหรับภาพสะสม ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2568 มีคดีแจ้งความออนไลน์ 31,165 เรื่อง มูลค่าความเสียหาย 2,013,297,995 บาท เฉลี่ยความเสีย 65 ล้านบาทต่อวัน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยอมรับว่า การร้องเรียนมีแนวโน้มลดลงทุกประเภท แต่คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการกลับมีแนวโน้มสูงขึ้น


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เพื่อการนำเสนอเนื้อหาที่ดี รวมถึงการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากคุณใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆนั้น แสดงว่าคุณยอมรับนโยบายคุกกี้และนโยบายส่วนบุคคลของเรา